Nikon Imaging | Thailand | Asia Pacific

ไลบรารีแรงบันดาลใจ

เคล็ดลับสิบอันดับจากเส้นทางเดินป่าของ Mark Alberhasky

ตัวแปร การถ่ายภาพระยะไกลท่ามกลางสายฝนด้วยเทเลคอนเวอร์เตอร์ในเลนส์ช่วงยาวจำเป็นต้องใช้สมดุลของ ISO, ความไวชัตเตอร์ และรูรับแสงด้วยความถี่ถ้วนเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด D3S, AF-S NIKKOR 600 มม. f/4D IF-ED II, AF-S เทเลคอนเวอร์เตอร์ TC-14E II, 1/160 วินาที, f/5.6, ISO 1600, ปรับตามรูรับแสง ระบบวัดแสงเฉลี่ยทั้งภาพ

เมื่อไม่นานมานี้ เราได้พูดคุยกับ Mark Alberhasky ผู้ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ในการจัดเวิร์คช็อป ถ่ายภาพสัตว์ และยังเป็นที่ปรึกษาการเดินป่าในโครงการ Mentor Series ที่ Nikon ร่วมสนับสนุน เราถามว่า "แล้วคุณพบว่าคนที่เดินป่าจำเป็นต้องทราบสิ่งใดเพื่อให้ถ่ายภาพได้ดีขึ้น"

เราถามถูกเวลาพอดี Mark กำลังจะเริ่มทำซีรี่ส์เวิร์คช็อปและการเดินป่า และเขากล่าว่า "ผมจะจดบันทึกแล้วจะบอกให้คุณทราบตอนที่ผมกลับมา"

นี่คือสิ่งที่เขาบอกเราตอนที่เขากลับมา:

 

1. ตัวแปร

"ช่างภาพมือใหม่หลายคนต้องมีความเข้าใจพื้นฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการทำงานของความไวชัตเตอร์ รูรับแสง และ ISO เพื่อควบคุมปริมาณแสงที่เข้ามาในกล้อง แล้วพวกเขาก็ต้องทราบว่าความไวชัตเตอร์และรูรับแสงมีผลกระทบต่อความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งกำหนดวิธีแสดงวัตถุที่เคลื่อนไหว และวิธีกำหนดระยะชัดลึก

เคล็ดลับ: [หากคุณใช้รูรับแสงเล็ก เช่น f/16 ภาพของคุณจะมีระยะชัดลึกมากกว่าปกติ แต่หากคุณใช้รูรับแสงกว้างขึ้น เช่น f/2.8 แล้วคุณจะมีระยะชัดลึกที่ตื้นกว่า

นอกจากนั้น การใช้ความไวชัตเตอร์เพื่อควบคุมว่าการเคลื่อนไหวในภาพของคุณหยุดนิ่งมากน้อยเพียงใด การใช้ความเร็วชัตเตอร์สูง เช่น 1/500 หรือ 1/1000 วินาที น้ำที่ไหลอยู่หรือบุคคลที่เคลื่อนไหวจะถูกตรึงอยู่กับที่ แต่หากคุณต้องการแสดงการเคลื่อนไหวที่พร่ามัวเพื่อทำให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวในภาพถ่าย ให้ใช้ความไวชัตเตอร์ต่ำ เช่น 1/15 หรือ ¼ วินาที

ISO คือความไวแสง ยิ่งคุณเพิ่ม ISO แสงที่จำเป็นในการถ่ายภาพก็ยิ่งน้อยลง แต่ยังอาจเพิ่มสัญญาณรบกวนของภาพได้ด้วย ขอให้นึกถึง ISO เหมือนที่คุณถ่ายภาพในช่วงเวลาที่ใช้ฟิล์ม ฟิล์ม ISO ต่ำจะใช้เมื่อถ่ายภาพภายใต้แสงอาทิตย์โดยตรง แต่สำหรับการถ่ายภาพภายในอาคารที่มีแสงน้อยมากๆ คุณจะใช้ฟิล์มความไว ISO สูง]

 

2. การตั้งค่า

"ความเชี่ยวชาญในการควบคุมกล้องคือสิ่งสำคัญ ตัวควบคุมอยู่ที่ใด แล้วทำอะไรได้บ้าง เมื่อใดที่คุณจะปรับตัวควบคุมและปรับได้มากน้อยเพียงใด แม้แต่ช่างภาพระดับสูงก็จำเป็นต้องศึกษาเรื่องนี้ หากเขาต้องการปรับการควบคุมโดยไม่ต้องมอง หรือเกือบไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ ผมบอกให้ผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปนั่งในที่มืดและหาตัวควบคุมที่ปรับ ISO เป็นต้น การค้นหาตัวควบคุมดังกล่าวและตัวควบคุมอื่นๆ สอนให้พวกเขาเข้าใจถึงการทำงานประสานกันที่พวกเขาจะต้องใช้ในภาคสนาม เพื่อที่พวกเขาจะได้ทำการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และในท้ายที่สุดก็จะทำได้โดยไม่ต้องละสายตาออกจากช่องมองภาพ

 

3. ไม่กล้าใช้ไฟล์ RAW

"ช่างภาพส่วนใหญ่ที่พัฒนาไปใช้ D-SLR โดยเริ่มจากกล้องขนาดกะทัดรัดเคยแต่ถ่ายภาพโดยใช้ไฟล์ JPEG เท่านั้น ในตอนที่พวกเขาเข้าร่วมเวิร์คช็อป บางคนก็เคยได้ยินเกี่ยวกับไฟล์ RAW แต่มักจะลังเลใจที่จะใช้รูปแบบไฟล์นี้ในการบันทึกภาพ บางคนก็ไม่ทราบว่ากล้องของตัวเองสามารถบันทึกภาพได้ทั้งสองรูปแบบพร้อมกัน ซึ่งคือสิ่งที่ผมสนับสนุนให้เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อให้พวกเขารู้สึกสบายใจ ท้ายที่สุดพวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่าสามารถประมวลผล RAW ได้ง่ายดายพอๆ กับ JPEG และ JPEG นั้นสามารถสร้างขึ้นจากไฟล์ RAW ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ที่สำคัญที่สุด พวกเขาเรียนรู้ว่าไฟล์ RAW ให้คุณภาพสูงที่สุดและความยืดหยุ่นมากที่สุด"

เคล็ดลับ: [ใช้ซอฟต์แวร์ Nikon View NX 2 หรือ Capture NX 2 เพื่อเปิด แปลง และแก้ไขไฟล์ NEF]

 

4. ใช้ ISO ด้วยความมั่นใจ

"ช่างภาพจำนวนมากไม่เข้าใจความสำคัญพื้นฐานของการปรับ ISO การเพิ่ม ISO สามารถทำให้ภาพในที่ที่มีแสงน้อยแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งช่วยให้ได้ภาพที่ถ่ายขณะมือถือกล้องมีความคมชัดมากขึ้น และยังทำให้สามารถใช้ความไวชัตเตอร์ที่เร็วขึ้นในการหยุดภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวได้ แม้แต่ผู้ที่เห็นความจำเป็นในการเพิ่ม ISO อย่างถูกต้อง บ่อยครั้งก็ยังไม่กล้าที่จะปรับ ISO ของตนเอง

 

5. การควบคุมอัตโนมัติ

"เมื่ออยู่ในมือของช่างภาพที่มีประสบการณ์ การตั้งค่าอัตโนมัติ เช่น ปรับตามชัตเตอร์ ปรับตามรูรับแสง การชดเชยแสง และ ISO อัตโนมัติ ก็เป็นเครื่องมือการสร้างสรรค์ที่ล้ำค่า ประเด็นหลักๆ ก็คือการทำความเข้าใจว่าระบบอัตโนมัติทำอะไรได้บ้างและมีผลต่อภาพอย่างไร ผมชอบให้ผู้คนเริ่มจากโหมดปรับเองเพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นผลจากสิ่งที่เลือก และเข้าใจว่าพวกเขาสามารถควบคุมค่าแสงได้ แล้วพวกเขาก็จะไปต่อที่ระบบอัตโนมัติได้"

 

6. กราฟฮิสโตแกรม

"มีการทำความเข้าใจในประโยชน์ของกราฟฮิสโตแกรมมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายปีมานี้ แต่ผู้เรียนในเวิร์คช็อปให้ความใส่ใจน้อยเกินไปหรือไม่ก็มากเกินไปกับการแสดงกราฟิกของค่าโทนสี ผมเน้นการใช้กราฟฮิสโตแกรมเป็นพิเศษเมื่อกล่าวถึงค่าแสงที่เหมาะสมสำหรับสภาพแสงที่กำหนด แต่ผมบอกผู้เรียนของผมว่าอย่าจำกัดอยู่กับการประเมินกราฟฮิสโตแกรม เมื่อพวกเขาอยู่ในค่าแสงที่เหมาะสมใกล้เคียงกับที่คาดไว้ ซึ่งเป็นการอ้างอิงที่ดีเยี่ยม แต่ผมมักจะคิดว่ากราฟฮิสโตแกรมเป็นจุดเริ่มต้น"

เคล็ดลับ: อ่านรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวิธีอ่านและใช้กราฟฮิสโตแกรมได้จาก การเรียนรู้วิธีใช้กราฟฮิสโตแกรม

 

7. พบกับความเร็ว

"ผู้เข้าร่วมจำนวนมากต้องการถ่ายภาพกีฬาและภาพเคลื่อนไหว และพวกเขาเข้าใจว่าความท้าทายของวัตถุที่เคลื่อนไหวก็คือการต้องเลือกการตั้งค่าความไวชัตเตอร์และโฟกัสอัตโนมัติที่เหมาะสม พวกเขาทราบว่าความเร็วชัตเตอร์สูงจะหยุดภาพการเคลื่อนไหว แต่พวกเขามักจะไม่รู้สึกว่าต้องเลือกความเร็วเฉพาะสำหรับวัตถุที่กำหนด พวกเขาส่วนใหญ่ประหลาดใจว่าการทดสอบค่าแสงแบบลองผิดลองถูกง่ายๆ กลับให้ประสบการณ์ที่พวกเขาต้องการได้ สำหรับรายละเอียดหรือข้อมูลที่จำเป็นของระบบออโตโฟกัส เกือบจะมีความต้องการที่เป็นสากลในการทำความเข้าใจตัวเลือก AF เช่น AF จุดเดียว, AF แบบปรับเปลี่ยนพื้นที่โฟกัส และ AF แบบเลือกพื้นที่โฟกัสอัตโนมัติ และเมื่อพูดถึงความเร็ว ผู้คนจำนวนมากใช้คุณสมบัติความเร็วต่อเนื่องของกล้องน้อยเกินไป ซึ่งก็คือความเร็วในการถ่ายภาพสูงที่จะจับลำดับภาพเคลื่อนไหว"

เคล็ดลับ: [AF จุดเดียวทำให้แน่ใจว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในองค์ประกอบภาพจะได้รับการโฟกัสอย่างคมชัด เช่น ดวงตาในภาพบุคคล

AF แบบปรับเปลี่ยนพื้นที่โฟกัสมีตัวเลือกการโฟกัสให้คุณเลือกอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นออโตโฟกัส 9, 21 จุด หรือโฟกัสทั้ง 51 จุด เลือก AF จุดเดียวและพื้นที่ล้อมรอบจุดดังกล่าวทำหน้าที่เป็นแบ็คอัพ ซึ่งเป็นข้อดีเมื่อถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหว เลือกตัวเลือก 9 จุด เมื่อคุณต้องการโฟกัสวัตถุที่เคลื่อนไหวไม่สม่ำเสมอโดยมีความแม่นยำมากขึ้น เมื่อต้องจัดการกับคอนทราสต์ที่ไม่เพียงพอสำหรับการตรวจจับโฟกัสที่รวดเร็ว การเลือก 21 หรือ 51 จุดจะทำให้การตรวจจับทำได้ง่ายขึ้น ตัวเลือก 51 จุดยังใช้ได้กับการติดตามระยะโฟกัสแบบ 3D ซึ่งใช้ข้อมูลสีจากเซ็นเซอร์ RGB แบบ 1,005 พิกเซลเพื่อติดตามวัตถุเคลื่อนไหวระหว่างจุด AF โดยอัตโนมัติ

ออโตโฟกัสแบบเลือกพื้นที่โฟกัสอัตโนมัติจะใช้ข้อมูลสีและอัลกอริธึมการจดจำใบหน้าพิเศษเพื่อโฟกัสใบหน้าของบุคคลโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งเมื่อไม่มีเวลาเลือกจุดโฟกัส หรือเมื่อใช้ไลฟ์วิวในโหมดที่ใช้มือถือในมุมสูงหรือมุมต่ำ]

 

8. สายตานักวิจารณ์

"ผู้เข้าร่วมเกือบทุกคนมาเข้าร่วมเวิร์คช็อปเพื่อพัฒนาคุณภาพในการถ่ายภาพของพวกเขา ขั้นตอนแรกสำหรับผมก็คือการช่วยให้พวกเขาพัฒนาสายตาของนักวิจารณ์เมื่อดูภาพถ่าย หากผมขอให้พวกเขาบอกจุดแข็งหรือจุดอ่อนของภาพ คำตอบก็มักจะเป็นการยักไหล่แสดงอาการไม่ทราบและการบอกกว้างๆ นิดๆ หน่อยๆ หากขอให้วิจารณ์งานของคนอื่น ไม่กี่คนที่สามารถให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ได้ หากคุณไม่สามารถระบุว่าอะไรผิดหรือถูกอย่างเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับภาพถ่าย ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถปรับปรุงอย่างจริงๆ จังๆ วิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ที่จะทำเช่นนี้คือการทำเป็นกลุ่ม โดยที่ผู้เข้าร่วมเรียนรู้จากการอภิปรายของผมเกี่ยวกับภาพของพวกเขา รวมถึงจากการอภิปรายของกลุ่มเกี่ยวกับงานของผู้เข้าร่วม

 

9. บางสิ่งที่แตกต่าง

"ผมบอกผู้เข้าร่วมว่าพวกเขามาอยู่ที่นี่เพื่อลองสิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์เวิร์คช็อปที่ดีที่สุดจะผลักดันให้ผู้เข้าร่วมก้าวออกจากโซนปลอดภัยของพวกเขา การเข้าร่วมเวิร์คช็อปไม่ใช่การทบทวนสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว แต่คุณมาเข้าร่วมเพื่อจะออกผจญภัยไปยังดินแดนที่ไม่คุ้นเคย"

 

10. ยกระดับเป็นมืออาชีพหรือไม่

"แทบจะทุกครั้งที่เวิร์คช็อปดำเนินไปพร้อมคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนจากมือสมัครเล่นที่เอาจริงเอาจังไปเป็นช่างภาพมืออาชีพ บางครั้งชิ้นส่วนเล็กๆ เกือบทั้งหมดก็มีอยู่แล้ว แต่บุคคลขาดความมั่นใจหรือขาดคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ที่จะแก้ไขปริศนาให้เสร็จสมบูรณ์ คนอื่นๆ ต้องการคำแนะนำที่ปฏิบัติได้จริงเกี่ยวกับงานของพวกเขา และต้องการความช่วยเหลือในการออกแบบกลยุทธ์เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จให้ถึงขีดสุด หากคุณพินิจพิจารณาแนวคิดที่จะทำงานเพื่อเป็นอาชีพ คุณจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างการถ่ายภาพเพื่อความสนุกและการถ่ายภาพเพื่อทำเป็นอาชีพ ผมไม่ต้องการทำให้คนมีฝันหมดกำลังใจ ผมก็เคยมีฝันแบบนั้น แต่ผมคิดว่าการทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า 'การทำเป็นอาชีพ' เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แค่การขายงานเพื่อหารายได้ แต่เป็นการมอบภาพที่มีคุณภาพ ซึ่งคุณอาจจะไม่รู้สึกตื่นเต้นและมักเป็น 'การสร้างผลงานตามสั่ง' ให้ทันเวลาที่กำหนด เวลาผ่านไปนานเข้าคุณก็อาจนึกสงสัยว่าเกิดอะไรกับความหลงใหลในการถ่ายภาพของคุณ สำหรับบางคน คำตอบอาจคือการเป็นมืออาชีพในวิธีการสร้างสรรค์ภาพถ่าย การขายผลงานเป็นบางโอกาส แต่ก็นำวิธีการต่างๆ มาใช้พร้อมด้วยความตื่นเต้นของมือสมัครเล่น และใช้การถ่ายภาพเพื่อทำให้ชีวิตมีเงินทองมากขึ้น พร้อมๆ กับการทำงานประจำ"

© Mark Alberhasky