Nikon Imaging | Thailand | Asia Pacific

ไลบรารีแรงบันดาลใจ

การถ่ายภาพท้องฟ้ายามราตรี: จุดแสงระยิบระยับ

Nikon D3, เลนส์ 16 มม., 30 วินาที, f/2.8 หนึ่งในชุดภาพถ่ายดวงดาวที่ประกอบกันเป็นภาพเส้นแสงดาวหนึ่งภาพ เนื่องจากภาพนี้ถ่ายได้ในสภาพบรรยากาศที่ปลอดโปร่ง ทางช้างเผือกจึงปรากฏให้เห็น

มีเทคนิคมากมายที่สามารถใช้ในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่มีชีวิตชีวาของท้องฟ้ายามราตรี ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพดวงดาวให้เป็นจุดแสงระยิบระยับหรือเส้นแสงดาว และการสร้างภาพยนตร์เหลื่อมเวลาขณะที่ดวงดาวเคลื่อนตัวผ่านท้องฟ้าในยามค่ำคืน

เราได้พูดคุยกับช่างภาพสามท่าน พีท ซาลูโทส, เดบอราห์ แซนดิดจ์, ฮาโรลด์ เดวิส เพื่อค้นหาเทคนิคที่พวกเขาใช้ในการถ่ายภาพท้องฟ้ายามราตรีให้ออกมายอดเยี่ยม อีกทั้งเรายังสอบถามคนในของเราเอง สตีฟ ไฮเนอร์ ผู้เป็นกูรูด้านการผลิตภาพยนตร์และผู้จัดการฝ่ายเทคนิคอาวุโส ให้ช่วยแบ่งปันเคล็ดลับในการสร้างภาพยนตร์เหลื่อมเวลาของดวงดาว

“แบบที่จะถ่ายภาพคือตัวกำหนดว่าฉันควรทำให้ภาพออกมาเป็นเส้นแสงดาวหรือจุดแสงวิบวับ” เดบอราห์อธิบาย “ถ้าฉากนั้นมีรายละเอียดพื้นหน้ามากอยู่แล้ว ดวงดาวที่เป็นจุดวิบวับน่าจะช่วยเสริมภาพให้สมบูรณ์ได้ดีกว่า แทนที่จะกลายเป็นทำให้ภาพดูล้น”

“ผู้สนใจการถ่ายภาพดวงดาวอาจตัดสินใจลงทุนซื้ออุปกรณ์พิเศษที่ใช้ติดตามการเคลื่อนที่ของดวงดาวไปพร้อมกับการหมุนตัวของโลก” เดบอราห์อธิบาย เมาท์ของกล้องโทรทรรศน์จะช่วยเคลื่อนกล้องถ่ายรูป/กล้องโทรทรรศน์ไปตามทิศทางที่โลกหมุน ทำให้สามารถถ่ายภาพโดยเปิดรับแสงเป็นเวลานานๆ ซึ่งจะเก็บแสงจางๆ ของทางช้างเผือกได้อีกด้วย เป็นต้น

หากต้องการถ่ายภาพดวงดาวบนท้องฟ้าให้เป็นจุดแสงระยิบระยับ ให้เริ่มจากเปิด f/stop ให้กว้างสุดเท่าที่เลนส์ทำได้ และใช้ความไวชัตเตอร์ประมาณ 20 วินาที หากนานเกินกว่านั้น ดวงดาวจะเริ่มพร่าเลือน เพิ่มค่า ISO ตามจำเป็นเพื่อให้ได้ค่าแสงที่เหมาะสม

Nikon D300, เลนส์ 12-24 มม., 2 นาที, f/4, ISO 200 ภาพถ่ายได้ที่เทือกเขาไวท์บริเวณเส้นแบ่งเขตรัฐแคลิฟอร์เนียกับเนวาดา การเปิดรับแสงนานทำให้เมฆดูมีความเคลื่อนไหว ให้อารมณ์ภาพที่เหมือนฝัน หากเปิดรับแสงอย่างเหมาะสมเพียงพอ แสงจันทร์ก็ดูสว่างได้ไม่แพ้แสงอาทิตย์

เติมแสงสว่างให้พื้นหน้า

หากใช้เลนส์มุมกว้างหรือฟิชอาย คุณก็จะสามารถรวมพื้นหน้าให้ประกอบอยู่ในภาพได้ด้วย โดยทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแบบของคุณ พื้นหน้าที่เป็นเงาย้อนแสงอาจทำให้อารมณ์ภาพโดยรวมชัดเจนขึ้น หรือบางทีพื้นหน้าที่มีรายละเอียดก็อาจทำให้ท้องฟ้ายามกลางคืนดูโดดเด่นขึ้นมาได้เช่นกัน คุณสามารถเติมความสว่างให้พื้นหน้าได้ด้วยเทคนิคหลายแบบ

High Dynamic Range (HDR): เทคนิคอย่างหนึ่งคือการถ่ายหลายภาพโดยคร่อมค่าแสงหรือปรับเปลี่ยนเวลารับแสงให้ไม่เท่ากัน แล้วนำภาพที่ได้มารวมกันเป็นภาพ HDR ซึ่งคุณสามารถจัดองค์ประกอบภาพผลลัพธ์สุดท้ายให้ได้ท้องฟ้าที่สว่างอย่างเหมาะสม

การวาดด้วยแสงเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่คุณใช้ได้ในกรณีที่พื้นหน้าอยู่ใกล้มากพอ การวาดด้วยแสงทำได้สองวิธี นั่นคือใช้แหล่งแสงคงที่อย่างไฟฉาย หรือใช้แฟลชเสริมภายนอก

แหล่งแสงคงที่: ระหว่างที่ชัตเตอร์เปิดอยู่ ให้ใช้แหล่งแสงคงที่ส่องให้ความสว่างไปที่พื้นหน้า ขยับแสงไปมาให้ทั่วถึงในบริเวณ เพื่อที่จะได้ไม่มีจุดที่สว่างโพลน

แฟลชเสริมภายนอก: ระหว่างที่ชัตเตอร์เปิดอยู่ ให้กดปุ่มแฟลชของแฟลชเสริมภายนอก และทำแบบเดียวกับแสงคงที่ นั่นคือเปลี่ยนตำแหน่งยิงแฟลชเสริมภายนอกให้ทั่วฉากและทำให้แสงแฟลชสว่างทั่วถึงในพื้นหน้า

“ถ้าฉากกลางคืนมีกลุ่มเมฆลอยตัวต่ำ… เมฆเหล่านั้นน่าจะสะท้อนสีสันของท้องฟ้ากลางคืน และทำให้อารมณ์ภาพที่มีอยู่แล้วยิ่งชัดเจนขึ้น” ฮาโรลด์อธิบาย

คุณจะเห็นได้จากภาพถ่ายประกอบเหล่านี้ ถึงแม้ท้องฟ้าจะมีเมฆประปรายก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องล้มเลิกการออกไปถ่ายภาพแต่อย่างใด เมฆเหล่านั้นอาจจะยิ่งเพิ่มองค์ประกอบที่น่าสนใจให้ภาพถ่ายกลางคืนได้ เมื่อเมฆลอยประปรายเป็นหย่อมกลางท้องฟ้าและพอจะมีแสงดาวลอดผ่านมาให้เห็น

หากคุณจะออกไปถ่ายภาพเส้นแสงดาว อย่าลืมว่าภาพเดี่ยวๆ ที่คุณถ่ายเพื่อจะนำมาซ้อนรวมกันนั้น บางภาพอาจจะโดดเด่นมากพอที่จะเป็นภาพถ่ายที่สมบูรณ์ในตัวเองได้เหมือนกัน เดบอราห์พบกรณีที่ว่านี้ในภาพแรก นั่นเป็นหนึ่งในภาพเดี่ยวหลายภาพที่สุดท้ายแล้วเธอก็นำไปซ้อนรวมกับภาพอื่นๆ เพื่อทำภาพเส้นแสงดาว “ในหลายครั้ง แค่ภาพดวงดาวช็อตเดี่ยวๆ ก็สวยแล้ว” เดบอราห์กล่าว “เนื่องจากภาพนี้ถ่ายได้ในสภาพบรรยากาศที่ปลอดโปร่ง ทางช้างเผือกจึงปรากฏให้เห็น”

การใช้แฟลชเสริมภายนอกเติมแสง

พีท ซาลูโทสสร้างสรรค์ภาพท้องฟ้ายามราตรีที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นราวกับมาจากโลกอื่น โดยอาศัยเทคนิคการวาดด้วยแสงเพื่อให้ความสว่างที่พื้นหน้าของภาพ เขาใช้แฟลชเสริมภายนอกสำหรับการวาดด้วยแสง โดยกดปุ่มแฟลชหลายครั้งระหว่างที่เปิดชัตเตอร์ค้างไว้เพื่อเปิดรับแสงเป็นเวลานาน เพื่อ "ยิง" แสงเข้าไปในฉาก เจลสีที่ติดอยู่บนแฟลชเสริมภายนอกช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ให้ภาพถ่ายเหล่านี้ แต่ละภาพเป็นภาพเดี่ยวที่เปิดรับแสงนานโดยให้กล้องบันทึกภาพเป็นไฟล์ NEF (RAW)

พีทตั้งค่าไวต์บาลานซ์บนกล้อง D4 เป็นค่าแสงกลางวัน แล้วใช้ช่วงค่า ISO ตั้งแต่ 4,000 ถึง 12,800 ตลอดเวลาที่ถ่ายทำภาพในอุทยานแห่งชาติโจชัวทรี รัฐแคลิฟอร์เนีย ค่าความไวชัตเตอร์ที่เขาใช้มีตั้งแต่ 15 ถึง 25 วินาที พีทปรับโฟกัสด้วยมือให้จับที่ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุดในพื้นหน้า

"สิ่งสำคัญคือต้องถ่ายในคืนเดือนมืด ระหว่างที่ดวงจันทร์ไม่ปรากฏให้เห็นบนท้องฟ้ากลางคืน เพื่อให้เหลือแสงน้อยที่สุด" พีทอธิบาย อีกทั้งเขายังเลือกสถานที่นี้เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองใหญ่ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้มีมลภาวะแสงที่จะส่งผลเสียต่อภาพ

พีทกับผู้ช่วยของเขาต่างคนต่างถือแฟลชเสริมภายนอกของ Nikon ที่ติดเจลสีไว้บนหัวแฟลช ระหว่างช่วงเวลาที่เปิดชัตเตอร์ค้างอยู่นั้น ทั้งสองจะ "ยิง" แฟลชเพื่อให้ความสว่างที่ต้นไม้และหินก้อนใหญ่ในพื้นหน้า พีททำงานอยู่ข้างของหนึ่งกล้องโดยมีผู้ช่วยอยู่อีกข้างหนึ่ง ทั้งสองช่วยกันวาดด้วยแสงโดยทิ้งระยะห่างจากกล้องประมาณ 15 ฟุต แล้วเดินห่างจากกล้องไปเรื่อยๆ ในทิศทางเข้าหาวัตถุหลักในพื้นหน้า ทั้งนี้เพื่อให้แสงโอบล้อมห่อหุ้มต้นไม้และดูมีมิติมากขึ้น ทั้งสองยิงแฟลชได้ตั้งแต่ 2 ถึง 10 ครั้งจากแฟลชเสริมภายนอกแต่ละดวงระหว่างการถ่ายทำแต่ละภาพ พีทอธิบายให้ฟังว่าถึงแม้แฟลชเสริมภายนอกจะไม่ใช่แหล่งแสงคงที่ แต่คุณก็ยังต้องระวังจุดที่จะชี้แฟลช มิเช่นนั้นอาจเจอปัญหาจุดที่สว่างโพลนในภาพได้ (เกิดจากการให้แสงจ้าเกินไปเป็นบางจุดของภาพ)

ถ่ายภาพดวงจันทร์

"ความท้าทายใหญ่หลวงประการหนึ่งในภาพถ่ายกลางคืนทุกภาพที่มีดวงจันทร์และทิวทัศน์พื้นหน้าอยู่ด้วยกัน นั่นคือช่วงไดนามิกของค่าแสงที่ใช้” ฮาโรลด์กล่าว “ดวงจันทร์สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ามีความสว่างเท่ากับแสงแดด ส่วนทิวทัศน์กลางคืนก็คือ… ทิวทัศน์กลางคืน ความแตกต่างในค่าแสงของทั้งสองส่วนนี้อาจทำให้ f/stop ห่างกันถึง 10 สต็อป ถ้าคุณวัดค่าแสงที่ดวงจันทร์ ทิวทัศน์จะมืดสนิทไปเลย แต่ถ้าคุณวัดค่าแสงที่ทิวทัศน์ ดวงจันทร์ก็จะสว่างเจิดจ้าจนไม่เหลือรายละเอียดใดๆ ในหลายกรณี คำตอบเดียวสำหรับการสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่แสดงรายละเอียดของดวงจันทร์ด้วยและพื้นหน้าด้วย นั่นคือการรวมภาพที่ใช้ค่าแสงต่างกันสองภาพเข้าด้วยกัน” เขาอธิบาย

การซ้อนภาพ: มีหลายวิธีให้คุณเพิ่มดวงจันทร์เข้าไปในภาพอีกภาพหนึ่งเพื่อให้ได้องค์ประกอบที่ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น หนึ่งในเทคนิคที่ว่านี้คือการใช้ฟังก์ชันการซ้อนภาพ ซึ่งมีอยู่ในกล้อง Nikon D-SLR หลายรุ่น เดบอราห์มักจะใช้เทคนิคนี้ ในภาพเพิงของชาวประมง (ภาพที่ 8) เธอถ่ายภาพดวงจันทร์ก่อน แล้วถ่ายภาพเพิงของชาวประมง ก่อนจะรวมภาพทั้งสองเข้าด้วยกันในกล้องโดยใช้ฟังก์ชันการซ้อนภาพ (โปรดดูในคู่มือว่ากล้องของคุณมีคุณสมบัติการซ้อนภาพหรือไม่)

การรวมภาพในขั้นตอนหลังถ่ายทำ: อีกเทคนิคหนึ่งคือการถ่ายภาพดวงจันทร์และทิวทัศน์โดยแยกเป็นภาพใครภาพมัน แล้วนำภาพทั้งสองมารวมเข้าด้วยกันโดยใช้โปรแกรมปรับแต่งภาพ ฮาโรลด์มักจะใช้เทคนิคนี้ ที่จริงแล้วเขามีคลังภาพถ่ายดวงจันทร์เก็บไว้สำหรับใช้สร้างสรรค์ภาพด้วยเทคนิควิธีนี้อยู่บ่อยๆ

อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะมีคลังภาพถ่ายดวงจันทร์ที่พร้อมจะนำไปใส่ในภาพอื่นได้อยู่แล้ว แต่ฮาโรลด์ก็กล่าวว่าการรวมภาพที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดก็ยังมาจากการที่คุณถ่ายภาพดวงจันทร์และทิวทัศน์ในรอบการถ่ายภาพครั้งเดียวกัน “ดวงจันทร์จะดูเหมือนจริงกว่าสำหรับฉากนั้น ในแง่ของสภาพบรรยากาศ สีสัน และก็น่าจะได้ขนาดใกล้เคียงตามความเหมาะสมด้วย” เขากล่าว

ให้ใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสเดียวกับที่คุณใช้ถ่ายภาพทิวทัศน์นั้นสำหรับถ่ายภาพดวงจันทร์ด้วย เพื่อให้ภาพที่ออกมาดูสมจริงที่สุดหลังจากรวมภาพสำเร็จแล้ว แถมยังจะช่วยให้การรวมภาพทำได้ง่ายขึ้นด้วย หากคุณจะใช้เลนส์มุมกว้างโดยให้ดวงจันทร์เป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ เช่นนั้นแล้วก็คงไม่ต้องกลัวว่าดวงจันทร์จะสว่างเจิดจ้าจนไม่เห็นรายละเอียดก็ได้

พึงจดจำว่าต้องใช้ความไวชัตเตอร์ที่ไม่ช้ากว่า 1/15 วินาที เนื่องจากความจริงแล้วดวงจันทร์เคลื่อนที่ข้ามท้องฟ้าค่อนข้างเร็วทีเดียว

 

ดูดวงดาวเคลื่อนที่โดยใช้การถ่ายภาพเหลื่อมเวลา

การถ่ายภาพในระบบดิจิตอลช่วยให้ช่างภาพสามารถใช้เทคนิคที่น่าสนใจได้มากมายในการสร้างสรรค์ผลงานภาพแบบต่างๆ แม้แต่กาลเวลาที่เคลื่อนไป โดยใช้การถ่ายภาพเหลื่อมเวลา กล้องดิจิตอลของ Nikon ในปัจจุบัน (ทั้งรุ่น D-SLR, Nikon 1 และ COOLPIX) หลายรุ่นมีคุณสมบัติการเว้นช่วงเวลาอยู่ในตัว คุณสมบัติการเว้นช่วงเวลานี้จะควบคุมช่วงห่างระหว่างการบันทึกภาพแต่ละครั้งและจำนวนภาพทั้งหมด เพื่อให้กล้องบันทึกภาพชุดตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ ตามที่คุณต้องการในการถ่ายภาพเหลื่อมเวลา โดยคุณเลือกจำนวนภาพที่จะบันทึก ระบุช่วงห่างระหว่างแต่ละภาพ และระยะเวลาทั้งหมดที่คุณต้องการให้กล้องถ่ายภาพชุดนั้น

เมื่อคุณบันทึกภาพชุดโดยใช้การเว้นช่วงเวลาเสร็จเรียบร้อย คุณก็ใช้ซอฟต์แวร์เพื่อนำภาพมารวมเข้าด้วยกัน แล้วสร้างเป็นไฟล์ภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นแต่ละภาพเรียงร้อยต่อกันจนเกิดเป็นภาพเคลื่อนไหว (หนึ่งในโปรแกรมที่ว่านี้คือ Quicktime Pro แต่ก็ยังมีโปรแกรมซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่ให้คุณใช้งานได้ฟรีอีกด้วย) คุณสามารถใส่ความสร้างสรรค์ลงไปได้อย่างเต็มที่ โดยอาจจะแพนหน้าจอหรือซูมเข้าไปในฉากระหว่างที่ภาพยนตร์เหลื่อมเวลากำลังเล่นอยู่ก็ได้ ศิลปินมัลติมีเดียเรียกกลวิธีเช่นนี้ว่า “Ken Burns Effect”

กล้อง Nikon D-SLR ระดับไฮเอนด์บางรุ่น เช่น D4 มีโหมดถ่ายภาพยนตร์แบบตั้งเวลา ซึ่งช่วยประมวลผลภาพเดี่ยวจำนวนมากๆ หลายร้อยหรือหลายพันภาพให้ออกมาเป็นภาพยนตร์เหลื่อมเวลาสำเร็จเสร็จสิ้นได้ภายในกล้องเลย

ค่าแสงเริ่มต้น: สตีฟ ไฮเนอร์ บุคลากรของ Nikon เคยจับงานผลิตภาพยนตร์เหลื่อมเวลามาเป็นจำนวนไม่น้อยและมีวัตถุตัวแบบที่หลากหลาย ซึ่งก็รวมถึงดวงดาวที่เคลื่อนผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วย เราขอให้เขาช่วยแนะนำค่าแสงสำหรับการเริ่มต้น และเนื่องจากกล้องดิจิตอลทำให้คุณดูภาพที่เพิ่งกดถ่ายไปได้ คุณจึงสามารถเช็คซ้ำอีกรอบได้ว่าค่าแสงที่ใช้นั้นเหมาะสมหรือยัง และปรับแต่งเพิ่มเติมได้เลยในทันที

การถ่ายภาพชุดตามลำดับเหลื่อมเวลานั้นมีความเหมือนกับการถ่ายภาพเดี่ยวตรงที่คุณต้องปรับค่าแสงตามสภาวะการถ่ายภาพ สำหรับการถ่ายภาพเหลื่อมเวลาของดวงดาวบนท้องฟ้ากลางคืน ให้ใช้รูรับแสงที่ประมาณ f/5.6 ในคืนที่จันทร์เต็มดวง และใช้ f/2.8 ถ้าจันทร์ไม่เต็มดวง ในโหมดค่าแสงปรับเอง ให้คุณทดสอบช็อตก่อนที่ 10 วินาที “ผมขอแนะนำให้ใช้โหมดค่าแสงปรับเองเสมอ เพื่อไม่ให้ค่าแสงเปลี่ยนระหว่างเฟรมหนึ่งไปอีกเฟรมหนึ่ง ซึ่งจะเกิดเป็นการกะพริบที่ไม่เข้าท่าเลยเมื่อทำออกมาเป็นภาพยนตร์เหลื่อมเวลาเสร็จ” สตีฟแนะนำ

ตรวจสอบภาพโดยซูมเข้าบนจอ LCD แล้วดูว่าคุณมองเห็นดวงดาวและรายละเอียดใดๆ ในพื้นหน้าของภาพบ้างหรือไม่ ปรับค่า ISO รูรับแสง และระยะเวลาเปิดชัตเตอร์จนได้ค่าแสงโดยรวมที่เหมาะสม แต่ต้องไม่ให้ความไวชัตเตอร์เปิดนานเกินประมาณ 20 วินาที มิเช่นนั้นคุณจะได้ภาพที่ดวงดาวเริ่มเคลื่อนตัวเป็นเส้นแสงดาวเนื่องจากการหมุนของโลก หากคุณใช้เลนส์มุมกว้างมากๆ ความไวชัตเตอร์ที่ช้าหน่อยก็อาจจะไม่เป็นที่สังเกตมากนัก แต่คุณจะเห็นการเคลื่อนตัวของดาวแน่ๆ ในภาพที่ถ่ายด้วยเลนส์มาตรฐานจนถึงเทเลโฟโต้ เปิดใช้คุณสมบัติลดสัญญาณรบกวนระหว่างเปิดรับแสงนาน เพื่อให้มีนอยส์หลงเหลืออยู่น้อยที่สุด

สตีฟกล่าวว่า “ถ้าผมใช้ค่าแสง 20 วินาทีกับรูรับแสง f/2.8 และ ISO 1600 ผมจะตั้งช่วงห่างเวลาให้อยู่ที่ 25-35 วินาที ช่วงห่างเวลาต้องประกอบด้วยเวลาทีใช้ในการรับแสงบวกกับเวลาเพิ่มเติมเพื่อให้กล้องประมวลผลภาพและเขียนข้อมูลลงมีเดียการ์ด ก่อนที่จะถ่ายเฟรมต่อไป ถ้าคุณใช้คุณสมบัติลดสัญญาณรบกวนที่มีในกล้อง คุณอาจจะต้องเว้นช่วงห่างเวลาเพิ่มขึ้นอีก 5-10 วินาทีก่อนที่กล้องจะพร้อมถ่ายช็อตต่อไป”

นอกจากนี้เขายังแนะนำต่อไปอีกว่าอย่าเคลื่อนย้ายกล้องหรือเปลี่ยนค่าแสงหลังจากที่เริ่มบันทึกภาพเหลื่อมเวลาแล้ว และที่สำคัญที่สุด คุณต้องใจเย็น การทดสอบค่าแสงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำก่อนเริ่มถ่ายภาพเว้นช่วงห่างเวลา เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องลงเอยกับความผิดหวังเมื่อกลับไปดูในคอมพิวเตอร์ “ผมชอบเว้นช่วงห่างเวลาให้น้อยกว่าช่างภาพส่วนใหญ่ที่เพิ่งลองถ่ายภาพเหลื่อมเวลากันเป็นครั้งแรก เพราะมันทำให้ภาพยนตร์ที่เสร็จแล้วดูเนียนตาขึ้นมาก” เขาเสริม

 

เคล็ดลับสำหรับการถ่ายภาพท้องฟ้ากลางคืน

พยายามเลือกคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งและไม่มีแสงจันทร์ (ยกเว้นว่าคุณตั้งใจจะถ่ายภาพดวงจันทร์) และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลภาวะแสง (ในตัวเมือง)

เริ่มต้นด้วยแบตเตอรี่ใหม่หรือที่ชาร์จเต็ม

ใช้ขาตั้งที่แข็งแรงมั่นคงและสายลั่นชัตเตอร์ จากนั้นจัดองค์ประกอบภาพ ล็อคโฟกัสให้อยู่กับที่ แล้วถ่ายภาพทดสอบก่อน ทั้งนี้เพื่อช่วยในการกำหนดค่าแสงที่เหมาะสม ตลอดจนดูว่าคุณต้องการเปลี่ยนองค์ประกอบภาพอีกหรือไม่ด้วย

ถ่ายเป็นไฟล์รูปแบบ NEF (RAW) เพื่อให้การปรับแต่งในกระบวนการหลังถ่ายทำง่ายขึ้นหากจำเป็น

ตั้งค่าไวต์บาลานซ์ให้อยู่ระหว่าง 2800°K-4000ºK เช็คกราฟฮิสโตแกรมหลังจากถ่ายภาพหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าภาพของคุณได้รับแสงอย่างเหมาะสมดีแล้ว การที่ดวงดาวจะมืดเกินไปหรือพื้นหน้าจะสว่างเกินไปนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

ซูมเข้าดูภาพบนจอ LCD เพื่อตรวจสอบความคมชัด

คุณอาจถ่ายภาพพื้นหน้าโดยคร่อมค่าแสงอีกสักชุดหนึ่ง เพื่อนำภาพที่ได้มารวมกันเป็นภาพ HDR โดยที่เห็นดวงดาวด้วย

ค่าแสงเริ่มต้นที่ดีสำหรับภาพดวงดาวส่วนใหญ่มักมาจากการใช้รูรับแสงที่กว้างที่สุดตามเลนส์ของคุณ เปิดรับแสงนาน 20 วินาที และเพิ่มค่า ISO ตามที่จำเป็นจนได้ความสว่างที่เหมาะสม

หากคุณตั้งใจจะออกไปถ่ายภาพดวงจันทร์โดยเฉพาะ ให้เตรียมดูระยะของดวงจันทร์ล่วงหน้าไว้ก่อน คุณจะได้ทราบว่าดวงจันทร์จะขึ้นและตกเวลาใดในแต่ละคืนและวางแผนวันที่จะถ่ายทำได้ถูกต้อง รวมถึงหาข้อมูลด้วยว่าดวงจันทร์จะเคลื่อนคล้อยไปในทิศทางใดบนท้องฟ้า เพื่อเตรียมจัดองค์ประกอบภาพ

เปิดใช้คุณสมบัติของกล้องในการลดสัญญาณรบกวนระหว่างการเปิดหน้ากล้องเป็นเวลานาน

 

© Steve Heiner