Nikon Imaging | Thailand | Asia Pacific

ไลบรารีแรงบันดาลใจ

การถ่ายภาพกีฬาในร่มและกลางแจ้ง

การตัดส่วนภาพที่ไม้ของผู้เล่นฮอกกี้สนามขณะกำลังวิ่งไล่ตามบอลเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหว และความพร่ามัวที่จงใจนี้ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน

 

พวกเราเกือบทุกคนจะมีช่วงเวลาที่เราจำเป็นหรือต้องการถ่ายภาพการแข่งกีฬา บางทีลูกของคุณอาจต้องลงแข่งฟุตบอล ลูกของเพื่อนอยู่ในทีมซอฟต์บอลของโรงเรียน หลานที่เรียนอยู่ม.ปลายแข่งวิ่ง หรือคุณเอากล้องไปถ่ายในงานแข่งกีฬาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใด คุณสามารถใช้วิธีต่างๆ เพื่อทำให้ภาพออกมาดูดีที่สุดได้

การจับภาพความเคลื่อนไหว

อันดับแรก ขอให้คิดก่อนว่าคุณอยากจะให้ตัวเองอยู่ตรงไหน ลองคิดว่าแอ็คชันส่วนมากจะเกิดขึ้นที่จุดใดในการแข่งกีฬาที่คุณจะถ่ายภาพ ในกีฬาบางชนิด คุณสามารถดักรอแอ็คชันที่จะเข้ามาหาคุณเองได้หากคุณวางตำแหน่งตัวเองให้ถูกที่ บางครั้งที่นั่งบนสุดของอัฒจรรย์ก็เป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับขึ้นไปถ่ายภาพ ซึ่งจากมุมสูงแบบนั้นก็ให้คุณก้มลงมาที่คอร์ท (เหมาะอย่างยิ่งกับการแข่งวอลเลย์บอล) หากเป็นการแข่งระดับสมัครเล่น คุณก็น่าจะเคลื่อนย้ายตัวเองไปถ่ายภาพตามจุดต่างๆ ได้ และถ้าเป็นไปได้ คุณควรออกจากสแตนด์ไปอยู่ที่ขอบสนาม เพราะคุณจะได้ใกล้ชิดกับแอ็คชันมากกว่าและอยู่ในระดับสายตาของนักกีฬาด้วย

พอคุณได้เริ่มถ่ายภาพงานแข่งขันกีฬาสักรายการหนึ่งแล้ว คุณจะเริ่มเข้าใจว่ากีฬาแต่ละชนิดต่างก็มีจังหวะการจับภาพแอ็คชันในแบบของตัวเอง ยิ่งคุณถ่ายภาพมาก คุณก็จะยิ่งจับจังหวะได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ช่างภาพโปรก็ยังต้องฝึกถ่ายภาพช่วงต้นฤดูกาลแข่งขันเหมือนกัน เพื่อที่จะได้ลับทักษะการเฝ้าคอยจังหวะแอ็คชันของกีฬาชนิดนั้นๆ

ภาพที่ดีที่สุดย่อมมาจากช่วงพีคของแอ็คชัน ซึ่งอาจจะเป็นจังหวะที่นักแข่งบาสเก็ตบอลกำลังโดดขึ้นกลางอากาศเพื่อหย่อนลูกลงห่วง อาจจะเป็นก่อนการเสิร์ฟลูกวอลเลย์บอล หรืออาจจะเป็นตอนทีมเชียร์ลีดเดอร์ต่อตัวเป็นพีระมิดก็ได้ ในการแข่งเบสบอล แอ็คชันที่เกิดกลางสนาม (จังหวะรับลูก ขว้างลูก ตีลูกจากเบส หรือพุ่งตัวเข้าโฮมเบส) มักจะเป็นภาพที่ดีที่สุด ส่วนในการแข่งซอคเกอร์นั้น แอ็คชันที่สำคัญที่สุดมักเกิดขึ้นใกล้โกล

องค์ประกอบภาพ: คิดถึงองค์ประกอบภาพของคุณ พื้นหลังดูแน่นขนัดไปหมดหรือเปล่า ลองดูว่าคุณพอจะย้ายไปอยู่ที่ตำแหน่งอื่นที่ปลอดภัย ซึ่งคุณจะจัดองค์ประกอบภาพได้โดยไม่มีอะไรรบกวนสายตามากนักได้ไหม

เลนส์ที่เลือก: เป็นไปได้ว่าคุณคงจะต้องใช้เลนส์เทเลโฟโต้กับกล้อง Nikon D-SLR หรือไม่ก็ใช้กล้อง COOLPIX ที่มีช่วงการซูมกว้างมากหน่อย เลนส์ซูมยอดนิยมมักขยายได้ถึง 200 มม. หรือ 300 มม. ยิ่งคุณถ่ายภาพได้แคบมาก (จัดองค์ประกอบเต็มเฟรมได้มาก) ภาพก็จะยิ่งดูดี

ออโตโฟกัส: ในการแข่งที่มีแอ็คชันรวดเร็ว คุณควรต้องเปลี่ยนค่าออโตโฟกัสของกล้องให้เป็นแบบต่อเนื่อง เพราะเมื่อทำดังนี้แล้ว ระบบจะช่วยติดตามแอ็คชันและทำให้ภาพถ่ายไม่หลุดจากโฟกัส นอกจากนี้คุณยังอาจตั้งค่าจุดออโตโฟกัสให้เป็นไดนามิกออโตโฟกัสเพื่อให้การโฟกัสที่ตัวแบบของคุณง่ายยิ่งขึ้นด้วย หากกล้องของคุณมีโหมดสำเร็จรูป คุณสามารถเลือกใช้ค่ากีฬา ซึ่งเป็นการบอกให้กล้องรู้ว่าคุณจะถ่ายภาพกีฬาและจะต้องการความไวชัตเตอร์สูงเพื่อเก็บภาพแอ็คชัน

การล็อคโฟกัส: หากคุณรู้สึกว่าเริ่มจะติดตามความเคลื่อนไหวและรักษาตำแหน่งโฟกัสได้ไม่ทัน คุณควรใช้วิธีตั้งโฟกัสไว้ที่จุดจุดหนึ่ง แล้วรอให้แอ็คชันเข้ามาเกิดขึ้นที่จุดนั้นเอง ยกตัวอย่างในการแข่งเบสบอล คุณสามารถโฟกัสที่เบสใดเบสหนึ่งแล้วรอให้รันเนอร์วิ่งมาถึงจุดนั้น และถ้าคุณใช้วิธีการโฟกัสล่วงหน้าอยู่ที่จุดหนึ่งแล้ว ให้ใช้ปุ่มล็อคโฟกัส (มักเขียนว่า "AF-L หรือ “AE-L AF-L”") หรือไม่ก็เปลี่ยนออโตโฟกัสเป็นแมนวลโฟกัส แล้วหมุนวงแหวนบนตัวเลนส์เพื่อปรับโฟกัสด้วยตัวเองก็ได้

 

ค่าแสง

สามสิ่งที่เป็นตัวควบคุมค่าแสงของภาพถ่าย ได้แก่ ความไวชัตเตอร์ รูรับแสงของเลนส์ และ ISO

ความไวชัตเตอร์: ชัตเตอร์ของกล้องถ้ายิ่งเปิดนานก็ยิ่งรับแสงให้ผ่านเข้ามามากขึ้น หากต้องการตรึงความเคลื่อนไหวก็ต้องใช้ความไวชัตเตอร์ที่เร็ว ส่วนที่ว่าจะต้องใช้ค่าความไวชัตเตอร์สักเท่าใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวแบบที่คุณจะถ่ายภาพ หากไม่ต้องการความเบลอ ให้พยายามใช้ความไวชัตเตอร์ที่ค่อนข้างสูง อย่างน้อยก็ควรให้ได้ 1/500 และถ้าได้ถึง 1/1000 ขึ้นไปก็ยิ่งดี คุณอาจเพิ่มค่า ISO ขึ้นเพื่อชดเชยให้ได้ค่าความไวชัตเตอร์ที่คุณต้องการได้

รูรับแสง: รูรับแสงของเลนส์ หรือที่เรียกว่าค่า f/stop คือขนาดของช่องเปิดในเลนส์ที่ให้แสงลอดผ่านเข้ามา ยิ่งช่องเปิดกว้าง (ตัวเลขค่า f/stop ต่ำ) แสงก็ยิ่งผ่านเข้ามามาก ดังนั้นจึงทำให้คุณใช้ความไวชัตเตอร์ที่เร็วขึ้นได้ เลนส์แต่ละตัวต่างก็มีค่า f/stop สูงสุด ซึ่งเป็นค่าจำกัดที่ว่าจะให้แสงผ่านเข้ามาในเลนส์ได้มากเพียงใด เลนส์ที่ "เร็ว" จะมี f/stop ที่เปิดกว้างได้มาก (เช่น f/2.8 หรือ f/1.4) ส่วนเลนส์ที่ช้าลงมาก็อาจจะเปิดได้เต็มที่แค่ f/3.5 เลนส์ซูมบางรุ่นมีค่ารูรับแสงแปรผัน นั่นหมายความว่ายิ่งคุณยืดระยะการซูมออกไปมาก เลนส์ก็จะยิ่งช้าลงตามไปด้วย [เราจะลงรายละเอียดเรื่องนี้เพิ่มเติมต่อไปในไม่ช้า]

ISO: ค่า ISO คือตัวควบคุมความไวแสงของกล้อง เมื่อใช้ค่า ISO ที่สูง (เช่น ISO 1600 หรือ 3200) กล้องก็จะยิ่งไวต่อแสง ทำให้คุณสามารถใช้ความไวชัตเตอร์ที่เร็วขึ้น (หรือใช้เลนส์ที่มีค่ารูรับแสงสูงสุดช้าสักหน่อย) ได้

 

ความยากที่เพิ่มขึ้นในการถ่ายภาพกีฬาในร่ม

กีฬาในร่มอาจสร้างความท้าทายเป็นพิเศษสำหรับช่างภาพด้วยเหตุผลบางประการ หลายครั้งหลายครา สถานที่จัดการแข่งขันมักไม่มีแสงสว่างมากนัก ไม่ว่าจะเป็นในสนามกีฬาระดับอาชีพหรือโรงยิมของสถานศึกษาก็ตามที อีกทั้งการให้แสงของสถานที่ก็ยังอาจจะเป็นแสงสีต่างๆ ปะปนกัน ทั้งหลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดทังสเตน และหลอดไอปรอท กล้องดิจิตอลจำเป็นต้องรู้ว่าแสงที่มาจากแหล่งกำเนิดแสงนั้นมีสีอะไร เพื่อที่จะให้ภาพผลลัพธ์ที่มีสีสันถูกต้อง เนื่องจากแสงแต่ละประเภทต่างก็มีสีสันไม่เหมือนกัน กล้องจึงต้องชดเชยให้ (ดวงตาและสมองของเราก็เช่นกัน) ในสถานการณ์แบบนี้ การตั้งค่าไวต์บาลานซ์แบบกำหนดเอง (หากกล้องของคุณรองรับให้ทำได้) อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

แฟลชในตัวกล้องมักให้ระยะการทำงานที่ค่อนข้างใกล้ อาจจะได้สัก 10-20 ฟุต หรืออาจน้อยกว่านั้นในห้องกว้างที่ไม่มีผนังหรือเพดานอยู่ใกล้ๆ เพื่อช่วยสะท้อนแสง ส่วนแฟลชพลังสูงกว่านั้นแบบที่คุณต้องเมาท์กับขั้วต่ออาจขยายระยะการทำงานของแฟลชออกไปได้ก็จริง แต่ก็ยังอาจไม่ทั่วถึงอยู่ดีหากคุณถ่ายภาพในโรงยิมกว้างหรือในสนามแข่ง นอกจากวัตถุที่อยู่ใกล้ๆ ขอให้คุณเช็คกับโค้ช กรรมการตัดสิน หรือเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันให้ดีเสียก่อนที่จะใช้แฟลชพลังสูง เพราะบางครั้งแฟลชอาจรบกวนการแข่งหรือเป็นอันตรายต่อนักกีฬาได้

ในกรณีที่ช่างภาพกีฬาอาชีพได้รับมอบหมายให้เก็บภาพกีฬาในร่ม พวกเขามักได้รับอนุญาตให้ติดตั้งหลอดไฟบนคานค้ำหลังคาของสนามแข่งได้ ดังนั้นแสงแฟลชจึงจะส่องลงมาจากด้านบน และไม่สว่างวาบเข้าดวงตาของผู้แข่งขัน เราคงไม่ได้รับสิทธิ์นั้นกันทุกคน ดังนั้นเราก็ต้องอาศัยเทคนิคการถ่ายภาพและใช้อุปกรณ์ของเราให้ได้ผลดีที่สุดแทน

 

การชดเชยเมื่อมีแสงน้อย

ดังที่เราได้เรียนรู้กันไปข้างต้น หากต้องการเก็บภาพแอ็คชันของนักกีฬาที่เคลื่อนตัวเร็ว โดยปกติแล้วคุณก็ต้องใช้ความไวชัตเตอร์สูงเพื่อตรึงความเคลื่อนไหว และเพื่อจะใช้ความไวชัตเตอร์สูงโดยยังต้องการให้เลนส์เปิดรับแสงได้มากๆ ก็ต้องเป็นเลนส์ที่มีรูรับแสงสูงสุดที่เร็วด้วย หากเลนส์ของคุณไม่เร็ว คุณก็ยังสามารถเร่งค่า ISO เพื่อชดเชยได้ แต่ขอให้ใส่ใจในข้อจำกัดต่างๆ ของการใช้ค่า ISO สูง ในกรณีส่วนใหญ่ เช่นในโรงยิมของโรงเรียนมัธยม ระดับแสงอาจจะต่ำมากจนถึงขั้นที่ว่าต่อให้คุณใช้ค่า ISO สูง (เช่น 1600) กับรูรับแสง f/5.6 ก็แล้ว ความไวชัตเตอร์สูงสุดที่ใช้ได้ก็ยังไม่เร็วพอที่จะตรึงความเคลื่อนไหวอยู่ดี ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ทางเลือกเดียวที่เหลือก็คือการใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงสูงสุดที่เร็วมากๆ เช่นเลนส์ที่เปิดกว้างได้ถึง f/2.8

อีกอย่างที่ทำให้การถ่ายภาพกีฬาในร่มยิ่งยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีก นั่นคือโดยทั่วไปแล้วคุณจะต้องอยู่ห่างไกลจากแอ็คชันทั้งหลาย จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ทางยาวโฟกัสที่ไกลขึ้นเพื่อ "ซูมเข้า" หาตัวแบบ เลนส์ซูมส่วนใหญ่เป็นแบบที่ค่ารูรับแสง "แปรผัน" นั่นหมายความว่าเมื่อคุณใช้การซูม f/stop จะหดแคบลงและเก็บแสงได้น้อยลงไปด้วย เลนส์ที่มีค่ารูรับแสงแปรผันอาจจะมีช่วง f/stop ที่ f/3.5-5.6 นั่นคือค่ารูรับแสงกว้างสุดของเลนส์อยู่ที่ f/3.5 และเมื่อคุณขยายระยะการซูม ค่ารูรับแสงกว้างสุดก็จะหดแคบลงจนเหลือ f/5.6 เลนส์ที่มี "ค่ารูรับแสงคงที่" เช่นเลนส์ AF-S NIKKOR 70-200mm f/2.8G ED VR II มีรูรับแสงรวดเร็วที่ f/2.8 ตลอดช่วงการซูม จึงเป็นเลนส์ในร่มที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ถ่ายภาพกีฬา อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสคงที่ เช่น AF-S NIKKOR 85mm f/1.8G ในช่วงแรกคุณอาจจะรู้สึกไม่ถนัดการถ่ายภาพด้วยเลนส์ทางยาวโฟกัสคงที่ (เนื่องจากคุณไม่สามารถ "ซูม" เข้าออกได้) แต่โดยทั่วไปแล้วเลนส์เหล่านี้รวดเร็วกว่ามากและยังมีราคาประหยัดกว่าเลนส์ซูมที่รวดเร็ว

ถึงแม้ว่ากล้องส่วนใหญ่จะมีตัวเลือกและการตั้งค่าแบบต่างๆ ให้ใช้ได้มากมาย แต่การตั้งค่าดังต่อไปนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ใช้กล้อง Nikon D-SLR ในการถ่ายภาพกีฬาในร่ม

• ตั้งโหมดค่าแสงให้ปรับตามรูรับแสง แล้วตั้ง f/stop ให้เป็นค่าที่กว้างที่สุด (อาทิ f/2.8, f/4 หรือ f/5.6)

• หากกล้องของคุณมีคุณสมบัติ ISO อัตโนมัติ ให้เปิดการทำงาน ตั้งความไวแสงสูงสุดให้เป็น ISO 1600 และความไวชัตเตอร์ต่ำสุดเป็น 1/60 วินาที คุณอาจจะต้องปรับค่านี้อีกเล็กน้อยหากพบว่า 1/60 วินาทียังไม่เร็วพอที่จะตรึงความเคลื่อนไหว

• การตั้งค่าโฟกัสอาจแตกต่างกันได้เป็นอย่างมาก โดยขึ้นอยู่กับชนิดกีฬาที่คุณถ่ายภาพ โดยทั่วไปแล้วโหมด "ออโตโฟกัสแบบปรับเปลี่ยนพื้นที่โฟกัส" แบบใดแบบหนึ่งเหมาะสำหรับกีฬาหลายชนิด

สำหรับผู้ใช้กล้อง COOLPIX โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ "A" แบบพื้นฐานมักจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ในสถานที่ที่มีแสงน้อย กล้องดิจิตอลคอมแพคจำนวนมากมักไม่มีค่า ISO ที่สูงมากพอหรือเลนส์ที่มีรูรับแสงเร็วพอที่จะตรึงการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ได้

ยังมีภาพดีๆ แบบอื่นที่คุณสามารถถ่ายได้จากอุปกรณ์บนสนามแข่ง เช่น ลูกพัคฮอกกี้ที่กองรวมกันอยู่ หรือไม้เบสบอลที่วางพิงรั้ว

การถ่ายภาพกีฬาในร่มอาจจะเป็นเรื่องยากอยู่บ้าง แต่หากคุณมีอุปกรณ์ที่ดีพร้อม เตรียมทักษะสักหน่อย และหมั่นฝึกฝน คุณก็มีโอกาสเก็บภาพถ่ายที่มีความสว่างคมชัดได้ในเกือบทุกสถานที่และเกือบทุกสถานการณ์

สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่าเมื่อแอ็คชันต่างๆ ได้ผ่านไปแล้ว อารมณ์ความรู้สึกก็ยังคงอยู่เต็มๆ ซึ่งช่วงเวลาเช่นนี้ก็อาจสำคัญได้ไม่แพ้ภาพแอ็คชันเลย

© Diane Berkenfeld