Nikon Imaging | Thailand | Asia Pacific

ไลบรารีแรงบันดาลใจ

วิธีการถ่ายภาพทิวทัศน์ฤดูหนาว

เมื่อใดที่มูส ปีเตอร์สัน เอ่ยปากพูดคุยเรื่องการถ่ายภาพทิวทัศน์ฤดูหนาว ผู้คนมักตั้งใจฟัง แต่ที่จริงแล้ว ถ้าคุณเป็นคนอย่างเรา คุณคงต้องจดเล็คเชอร์เลยทีเดียว ในฐานะช่างภาพชื่อดังผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายธรรมชาติและสัตว์ป่า มูสนำประสบการณ์และความช่ำชองมากล่าวถึงในหัวข้อนี้ รวมถึงเขายังซาบซึ้งในความงดงามของโลกแห่งฤดูเหมันต์ และตระหนักดีในความท้าทายต่างๆ ที่มาพร้อมกันนั้น

เนื่องจากเราจดเล็คเชอร์ไว้อย่างละเอียด เราจึงมีเคล็ดลับจากเขามาฝากถึงคุณ

 

ขาวจับตา

หายนะของภาพถ่ายหิมะเมื่อก่อนนั้น ปัจจุบันเป็นแค่อดีตไปแล้ว คุณเดาไม่พลาดหรอก นั่นคือหิมะสีฟ้าหรือสีเทา สิ่งที่เคยเป็นมาก็คือ มิเตอร์ของกล้องอ่านค่าแสงในโลกที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนว่าเป็นค่าแสงสว่างจ้าเกินไป ดังนั้นเพื่อเป็นการชดเชย ระบบค่าแสงอัตโนมัติของกล้องจึงปรับความไวชัตเตอร์ให้เร็วขึ้นหรือรูรับแสงให้เล็กลง ซึ่งไม่ว่าจะทางใดก็คือการลดทอนปริมาณแสงที่จะเข้ามาถึงฟิล์มหรือเซ็นเซอร์ กล่าวง่ายๆ ก็คือมิเตอร์ไม่รู้ว่าความขาวโพลนตรงนั้นคือสิ่งที่คุณต้องการ มูสยังจดจำวันคืนเหล่านั้นได้ดี เขาต้องใช้การชดเชยแสง +1/3 หรือ +2/3 หรืออาจมากกว่านั้น เพื่อเปิดรับแสงให้เข้ามามากขึ้นและทำให้สีขาวดูเป็นสีขาวดังที่ควร

แต่สมัยนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาแล้ว "ถ้ามีกล้อง Nikon D-SLR ผมก็แค่ใช้ระบบวัดแสงเฉลี่ยทั้งภาพกับค่าแสงปรับตามรูรับแสง เท่านั้นก็จบเรื่อง" มูสกล่าว "ผมไม่ต้องหมุนไปหาระบบการชดเชยแสงเลย" แล้วถ้าหิมะบางส่วนขาวโพลน ซึ่งคือปริมาณแสงมากเกินไป นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอีกอยู่ดี "หิมะสีขาวไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดมากมายคุณก็ยังดูออกว่ามันคือหิมะ ในภาพส่วนใหญ่ที่คุณจะถ่าย คุณไม่ต้องให้เห็นลึกถึงแต่ละเกล็ดของหิมะหรอก"

อีกอย่างหนึ่ง เป็นไปได้ว่าบริเวณเงามืดในฉากจะได้รับแสงเติมเต็มมาจากการสะท้อนของหิมะ "คุณจะไม่ค่อยมีบริเวณเงามืดให้ต้องสนใจมากมายเลย" มูสกล่าว "มิเตอร์ของคุณก็เช่นกัน ช่วงค่าแสงโดยมากจะเป็นฝั่งไฮไลท์เสียมากกว่า"

อะไรๆ อาจแตกต่างออกไปในเวลาที่ไม่มีแสงแดด "ในวันที่ฟ้าครึ้มหรือมีเมฆมาก คุณอาจเห็นโทนสีฟ้าปรากฏบนหิมะ แต่ผมไม่กังวลกับเรื่องนั้นนัก มันกลับช่วยให้เห็นว่าฉากนั้นหนาวเย็นมากแค่ไหน เพราะสีที่แสดงถึงความเย็นคือสีอะไรล่ะ? ก็สีฟ้าไง

แต่ถ้าคุณต้องการให้หิมะขาวขึ้นมา การชดเชยแสงสัก +1/3 หรือ +2/3 ก็น่าจะช่วยได้ ลองถ่ายภาพ เช็คจอ LCD แล้วปรับตามที่เห็นสมควร

อีกเรื่องที่ควรจดจำคือเมื่อคุณถ่ายภาพกลางหิมะ คุณก็น่าจะไม่ได้ถ่ายแต่หิมะเพียงอย่างเดียว ยังอาจจะมีคน ต้นไม้ สัตว์ บ้าน... หรืออาจจะสโนว์แมน "ขอย้ำอีกครั้งว่าหิมะในฉากทำหน้าที่เหมือนแผ่นสะท้อนขนาดยักษ์ที่คอยเติมแสงและสะท้อนแสงออกไปรอบด้าน" มูสกล่าว "ซึ่งแสงที่ถูกสะท้อนกลับเช่นนี้จะมีคุณสมบัตินุ่มนวลกว่าและช่วยให้ภาพดูน่ามองกว่าด้วย"

หิมะไม่ใช่แค่สิ่งเดียวที่สะท้อนแสงได้ ขอให้คุณดูที่ภาพแรกซึ่งถ่ายได้ในช่วงย่ำรุ่งที่เนวาดาซิตี รัฐมอนแทนา "โรงนาดูสว่างเรือง เพราะว่าที่จริงแล้วแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องกระทบโรงนาอีกหลังหนึ่ง แล้วสะท้อนกลับจากผนังสีโทนอุ่นของอาคารหลังนั้นซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนแผ่นรีเฟล็กต์สีทองขนาดยักษ์ และก็ดังที่คุณเห็น ผมจัดเฟรมฉากนี้ให้เจ้าโรงนาที่เป็นรีเฟล็กต์สีทองแผ่นใหญ่นั่นหลุดออกไปจากภาพ สิ่งที่คุณเห็นในที่นี้คือผลลัพธ์จากแสงที่ถูกสะท้อนกลับ"

 

คอนทราสต์

ทิวทัศน์ฤดูหนาวไม่จำเป็นจะต้องขาวล้วนหมดจดเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวฤดูกาล ขอให้คุณดูภาพที่หกเป็นตัวอย่าง ภาพนี้ถ่ายได้ที่แม่น้ำแมดิสันในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน "คุณคิดจะทำอะไรในภาพถ่าย?" มูสตั้งคำถาม ก่อนจะให้คำตอบ "คุณคิดจะถ่ายทอดเรื่องราว อย่างในภาพถ่ายริมแม่น้ำแมดิสันนี้ ผมตั้งเซ็นเซอร์ออโตโฟกัสให้จับที่กลุ่มต้นไม้ใต้แสงแดด ซึ่งเป็นการประกันว่าจะได้ความคมชัดแน่นอน แต่พร้อมกันนั้นมันก็ทำให้ค่าแสงเอนเอียงไปทางฝั่งที่ได้รับแสงแดด ดังนั้นเงาทางฝั่งซ้ายจึงมืดทึบ ผมจงใจจัดกรอบช็อตนี้ให้เกิดผลเช่นนี้ เพื่อให้ได้คอนทราสต์ เรื่องราวที่ผมจะถ่ายทอดในภาพนี้คือการก้าวข้ามที่กำลังจะเกิดขึ้น ฤดูใบไม้ผลิกำลังใกล้เข้ามา"

 

สีสัน

ฤดูหนาวพร้อมที่จะมอบสีสันให้คุณเกือบจะตลอดเวลา เพียงแต่ว่าคุณต้องมองหาสักหน่อย บางครั้งการไล่จับแสงก็เป็นวิธีที่เข้าท่า ดูภาพโรงนาที่เนวาดาซิตีเป็นตัวอย่าง ที่คุณเห็นสีสันที่แท้จริงของมันได้นั้นเป็นเพราะมูสอยู่ในสถานที่นั้นในช่วงเช้าตรู่ (และเมื่อคุณหาแสงพบแล้ว ให้ดูทิศทางของมัน "มองหาแสงที่ส่องจากด้านข้าง" มูสกล่าว "แสงเช่นนั้นจะดึงลักษณะของวัตถุออกมาได้ชัดเจนมากกว่า เพราะเงาจะเผยให้เห็นเท็กซ์เจอร์และรายละเอียด")

ต่อจากนั้นก็ยังมีสีสันจางๆ บนผิวลูกสนในภาพถ่ายที่แปด มูสถ่ายภาพนี้ได้ที่เขตแอ่งน้ำพุร้อนนอร์ริสในเยลโลว์สโตน "ภาพนี้แสดงให้เห็นลักษณะของฉากนี้ที่ปรากฏต่อสายตาของผม แต่ไม่ใช่ในแบบที่กล้องเห็น ในวันนั้นท้องฟ้าครึ้ม ผมจึงตั้งระบบควบคุมสีของกล้องให้เป็นแบบสีสด แล้วเปลี่ยนไวต์บาลานซ์อัตโนมัติเป็นค่า A3 เพื่อให้ความอบอุ่นกับภาพ" (ช่วงค่าโทนสีอุ่นของกล้องไล่ระดับตั้งแต่ A1 ไปจนถึง A6 และยังมีช่วงค่าโทนเย็นตั้งแต่ B1 ถึง B6 อีกเช่นกัน คุณคงพอเดาได้ว่าช่วงค่า A จะเพิ่มโทนสีอำพันลงในภาพ และช่วงค่า B จะให้โทนสีฟ้า)

"สิ่งที่คุณทำคือการปรับแต่งภาพโดยละเอียด" มูสกล่าว "ผลลัพธ์คือคุณทำให้ทิวทัศน์ฤดูหนาวดูอบอุ่นหรือเย็นขึ้นมา" โดยคุณจะต้องอาศัยการปรับแต่งละเอียดมากน้อยแค่ไหนจึงจะลงตัวกับฉากที่คุณถ่าย เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมและการตัดสินใจของคุณเอง ลองถ่ายภาพด้วยการตั้งค่าแบบใดก็ได้ แล้วเช็คผลลัพธ์

มูสยังย้ำให้เราฟังอีกด้วยว่ายิ่งอากาศเย็นก็จะยิ่งได้สีสันที่ดีขึ้น "อากาศเย็นโปร่งกว่า" เขากล่าว "แถมยังมักจะมีละอองน้ำแข็งในอากาศที่ทำให้แสงกระจายตัว ซึ่งทำให้คุณได้สีสันที่กระจ่างใสและถ่ายภาพขึ้น คุณจึงควรถ่ายภาพในช่วงเวลาอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก—นั่นคือช่วงที่เย็นที่สุดของวัน"

มูสเรียกภาพที่สิบซึ่งถ่ายได้จากเทือกเขาบริดเจอร์ในรัฐมอนแทนาว่าเป็น "หนึ่งในห้าสุดยอดภาพถ่ายแสงอาทิตย์ยามเช้าในชีวิตของผม" โดยเพื่อการนี้ เขาต้องไปอยู่ที่นั่นตั้งแต่ 4:45 น. ก่อนรุ่งสาง ท่ามกลางความมืด ความหนาวเหน็บ และลมพายุ "โอกาสถ่ายภาพที่ดีที่สุดบางครั้งจะเกิดขึ้นในพายุฤดูหนาวตอนเริ่มก่อตัวและตอนเริ่มอ่อนแรง" เขาอธิบาย "นั่นคือจังหวะที่ความตรึงอารมณ์จะปรากฏ ขณะที่แสงพยายามส่องทะลุลอดลงมา ผมถ่ายภาพนี้ได้ในตอนที่พายุเริ่มจะเบาบาง" คุณควรเช็ครายงานสภาพอากาศหรือแอพพยากรณ์อากาศบนสมาร์ทโฟนให้ดี

 

คำนึงถึงความสบายตัว

"การถ่ายภาพกลางหิมะจะสนุกได้ก็ต่อเมื่อคุณไม่ทรมานร่างกาย" มูสกล่าว "รองเท้าบูทที่ใส่ดีๆ เป็นสิ่งสำคัญมาก มองหารองเท้าบูทไฮเทคสำหรับลุยหิมะที่รับประกันว่าจะทำให้คุณอบอุ่นได้แม้ที่อุณหภูมิจุดเยือกแข็ง ถัดจากนั้นคือถุงมือและหมวก ผมคลั่งถุงมือมาก ขอยอมรับเลย ถ้าได้ไปร้านขายอุปกรณ์กลางแจ้ง ผมต้องแวะดูถุงมือทุกครั้ง สำหรับการถ่ายภาพหิมะโดยทั่วไปที่คุณจะออกไปสนุกข้างนอกสักไม่กี่ชั่วโมง ผมแนะนำว่าถุงมือที่ทำมาเพื่อนักแข่งสกีครอสคันทรีเหมาะสมที่สุด มันยืดหยุ่นได้มากและเก็บกักอุณหภูมิได้ดี แต่สำหรับการถ่ายภาพหฤโหดที่จะต้องออกไปกันทั้งวัน ผมขอเลือกถุงมือนักปีนผาน้ำแข็ง เพราะถุงมือประเภทนี้บุฉนวนเพิ่มพิเศษที่ด้านบนซึ่งจะช่วยรักษามือของคุณให้อบอุ่น แล้วหมวกล่ะ หมวกเป็นเรื่องของใครของมัน คุณจะรู้เองว่าใบไหนเหมาะกับคุณที่สุด

"ที่เหลือก็เป็นหลักการสามัญทั่วไป จัดเลเยอร์เสื้อผ้า เก็บกักอากาศที่ใกล้ชิดร่างกายไม่ให้ถ่ายเทออก"

 

การป้องกันอุปกรณ์

"เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนที่คุณต้องคอยระวังอุปกรณ์จากสภาพอากาศ" มูสกล่าว "ผมถือกล้องดิจิตอล Nikon ทั้งหมดตั้งแต่ COOLPIX จนถึง D3X ออกไปลุยอุณหภูมิติดลบ 20 องศามาแล้ว ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย

"แต่สิ่งหนึ่งที่คุณควรใส่ใจสักหน่อยคือไม่ควรหยิบอุปกรณ์ออกจากที่อบอุ่น เช่น ในตัวอาคารหรือในรถ ออกมาเจอความเย็นทันที อย่าหายใจรดสิ่งที่เป็นกระจก ถ้าคุณเลี่ยงความชื้นได้ตั้งแต่แรก คุณก็จะไม่มีปัญหาความชื้น

"อุปกรณ์ของผมจะอยู่ในกระเป๋ากล้องตอนที่ไม่ได้ถ่ายภาพ พอตกค่ำผมกลับถึงบ้านหรือโรงแรม อุปกรณ์จะเย็นเฉียบ ถ้าขืนผมหยิบออกมาจากกระเป๋าเลยก็จะทำให้เกิดวงจรการควบแน่นของไอน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องการอย่างที่สุด ดังนั้นผมจะหยิบอุปกรณ์กล้องออกมาวางบนเคาน์เตอร์หรือเตียง ถอดการ์ดหน่วยความจำออกจากกล้อง เอาผ้าขนหนูสะอาดมาคลุมทุกอย่าง แล้วทิ้งไว้อย่างนั้นเฉยๆ จนกว่าอุปกรณ์จะมีอุณหภูมิห้อง ไอน้ำควบแน่นที่เกิดขึ้นจะอยู่บนผ้าขนหนูและถูกดูดซับไว้ คุณไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำอย่างนี้ก็ได้ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร เพียงแต่ขอให้ทำ พออุปกรณ์กลับสู่อุณหภูมิห้องแล้วคุณก็ค่อยเก็บกลับลงไปในกระเป๋า เท่านี้ก็พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้หรือครั้งต่อไปที่จะถ่ายภาพ

"แล้วถ้าผมจะต้องขึ้นๆ ลงๆ รถตลอดทั้งวันในการทำงานถ่ายภาพ ผมจะใช้ผ้าขนหนูคลุมอุปกรณ์ไว้ในเวลาที่อยู่นอกกระเป๋า"

 

เดินลุยเข้าไปเลย (อย่าทำ!)

"คิดก่อนว่าคุณจะเดินไปตรงไหน" มูสกล่าว "แล้วจะเดินไปตรงนั้นเมื่อไหร่ คุณคงไม่อยากเดินตัดผ่านสถานที่พลางมองหาแบบถ่ายภาพหรือจุดที่ได้มุมดีๆ แล้วมารู้สึกตัวทีหลังว่าพื้นหิมะใหม่ๆ สวยๆ ทั้งหมดนั้นมีแต่รอยเท้าที่คุณเดินย่ำไปหมดแล้ว ขอให้คิดก่อนเดิน"

 

ทิศทางที่ลมพัดผ่าน

ในภาพที่สี่ซึ่งถ่ายได้ที่บริเวณใกล้แม่น้ำไฟร์โฮลในเยลโลว์สโตน สิ่งที่คุณเห็นคือไอน้ำที่ลอยตัวขึ้นจากแม่น้ำและถูกพัดพาไปกลางอากาศ "ผมตามหาสถานที่ที่มีลมพัดอยู่เสมอ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีไอน้ำ หิมะ หรือละอองน้ำแข็งลอยอยู่กลางอากาศ ภาพนั้นก็จะบอกกับผู้ชมว่า 'ที่นี่หนาวเย็น!' อย่างที่ผมได้บอกไปตอนต้น เรื่องราวที่คุณอยากบอก ข้อความที่คุณอยากสื่อสารคืออะไร"

คำนั้นคือฤดูหนาว แม้ว่ามูสจะเดินทางไปตามสถานที่แปลกใหม่หลายต่อหลายแห่ง อีกทั้งยังจัดเวิร์คช็อปถ่ายภาพฤดูหนาวที่อุทยานเยลโลว์สโตน เขาก็ยังถ่ายทอดเรื่องราวของฤดูหนาวจากสถานที่ใกล้บ้านด้วย ภาพที่เจ็ดในที่นี้เขาถ่ายมาจากหลังบ้านของเขาเอง ส่วนภาพที่สองและภาพที่สามก็มาจากช่วงตึกถัดไป

ดังนั้นถ้าคุณโชคดีอาศัยอยู่ในที่ที่มีหิมะแวะเวียนมาเยี่ยมเยือน หรือหากคุณจะได้เดินทางไปยังเมืองหนาวที่มีหิมะปกคลุม ก็ขอให้เตรียมกล้องติดตัวไว้ให้พร้อมมือ

© Moose Peterson