Nikon Imaging | Thailand | Asia Pacific

ไลบรารีแรงบันดาลใจ

วิธีการหล่อเลี้ยงทักษะการถ่ายภาพของคุณให้เติบโต

D300, AF-S DX Zoom-NIKKOR 18-70mm f/3.5-4.5G IF-ED, 1/125 วินาที, f/14, ISO 400, ค่าแสงปรับเอง, ระบบวัดแสงเน้นกลางภาพ

ในบางครั้ง สิ่งที่น่าถ่ายภาพเก็บไว้มากที่สุดอยู่แค่หลังบ้านเรานี่เอง ยิ่งถ้าคุณมีสวน ภาพถ่ายสวยๆ ก็อยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่ก้าวเดิน

หรืออาจอยู่ไม่ไกลมากนัก คุ้มค่าที่จะเดินทางไปเพื่อถ่ายภาพ—อย่างเช่นที่สวนรุกขชาติ สวนพฤกษศาสตร์ หรือสวนสาธารณะทั่วไปก็ดี

เพื่อรวบรวมกลเม็ดเคล็ดลับการถ่ายภาพสวน เราจึงขอคำแนะนำจากซินดี้ ไดเออร์ ซึ่งมีทักษะที่หลากหลายทั้งในฐานะช่างภาพมืออาชีพและกราฟิกดีไซเนอร์ อีกทั้งยังมีใจรักการทำสวนอีกด้วย

นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเก็บภาพถ่ายที่มีอะไรมากกว่าแค่มุมมองหลากหลายในสวนสวย

 

แนวคิดของสวน

ขอให้คิดว่าสวนเป็นผลจากการรวมองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ใบไม้ สิ่งปลูกสร้าง ของประดับตกแต่ง และอาจจะมีบ่อน้ำด้วย ซึ่งเงื่อนไขหลักของการถ่ายทอดภาพสวนคือภาพเปิด "การทำให้เห็นภาพสวนโดยรวมคือเป้าหมายหลัก" ซินดี้กล่าว "ซึ่งภาพเปิดจะช่วยให้ฉากนั้นเกิดขึ้นมาได้" ดังนั้น ก่อนอื่นคุณจึงควรถ่ายภาพภูมิทัศน์ที่มีองค์ประกอบของสวนรวมอยู่ครบถ้วน แน่นอนว่าหลังจากนี้คุณจะได้ถ่ายภาพแต่ละส่วนย่อยต่อไป แต่ขั้นตอนเริ่มต้นควรเป็นการถ่ายภาพกว้างๆ ให้เห็นองค์รวมเสียก่อน

 

เวลาที่ดีที่สุด

ที่จริงแล้ว ต่อให้เป็นเวลาใดก็ถือว่าดีที่สุดได้เหมือนกัน "ภายในสวนต้องมีต้นอะไรกำลังผลิดอกอยู่บ้างเสมอ" ซินดี้กล่าว "พอดอกและใบของบางต้นเริ่มโรยรา ต้นอื่นก็เบ่งบานชูช่ออวดสีสันขึ้นมาแทน" ช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงต้นมิถุนายนเป็นฤดูที่ดอกไม้กำลังบานเต็มที่ในเมืองที่ซินดี้อาศัยอยู่ในรัฐเวอร์จิเนีย นั่นเป็นช่วงเวลาที่เธอจะต้องได้ภาพเปิดอย่างแน่นอน และเมื่อฤดูกาลผ่านไป เธอก็จะเริ่มใช้มุมมองภาพที่แคบลงเป็นระยะปานกลางและโคลสอัพแทน

ซินดี้วางแผนการจัดสวนของเธอโดยคำนึงถึงองค์ประกอบภาพและสีสันด้วย "ฉันเรียนรู้ว่าพืชชนิดใดชอบที่ร่มและชอบแดด ตลอดจนศึกษาสวนของคนอื่นและหนังสือจัดสวนด้วย เพื่อจะได้เข้าใจว่าพาเลทสีของสวนมีลักษณะอย่างไร สีใดบ้างที่จะเสริมกันและกันหรือจะดูเด่นสะดุดตา ฉันลงต้นไม้โดยคิดถึงเรื่องพวกนี้ด้วย อย่างเช่น ฉันรู้ว่าเถาของต้นมันเทศจะให้สีเขียวมะนาว เพราะฉะนั้นตรงหน้าเถานั้นฉันก็จะปลูกต้นอะไรที่ให้ดอกสีชมพูเข้ม และพอถึงเวลาที่ทั้งสองต้นโตเต็มที่ ฉันก็จะได้สีอย่างที่ตั้งใจ"

ในหลายครั้ง การจะได้ภาพดีๆ ก็ต้องมาจากการเลือกช่วงเวลาของวันให้ถูกต้อง "ถ้าคุณอยากให้ภาพถ่ายในสวนดูดีขึ้นกว่าเดิม" ซินดี้กล่าว "ควรถ่ายตอนฟ้าครึ้ม" ถ้าเป็นวันที่แดดจ้า ข้อได้เปรียบของการถ่ายภาพในสวนของคุณเองก็จะเด่นชัดขึ้นมา นั่นคือคุณจะรู้ดีว่าแสงจะส่องที่บริเวณใดบ้าง และแสงจะมีพฤติกรรมอย่างไร

อย่ารู้สึกว่าถูกจำกัดตามฤดูกาล "แม้ว่าภาพถ่ายในสวนของฉันมาจากเดือนมีนาคมจนถึงตุลาคมเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ฉันก็พบสิ่งที่น่าถ่ายภาพในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวเหมือนกัน" ซินดี้กล่าว "ฉันชอบถ่ายภาพต้นไม้ตอนที่มีน้ำแข็งเกาะในช่วงเดือนมกราคม นอกจากนั้นยังมีผลเบอร์รีสีแดงและสีส้มในฤดูหนาว มีหิมะปกคลุมพุ่มฮอลลี่และไม้ใบที่เขียวสดตลอดปี ฉันเฝ้าคอยที่จะออกไปข้างนอกเพื่อถ่ายภาพทันทีที่ดอกโครคัสแทงยอดทะลุหิมะขึ้นมาเสมอ"

ประเด็นสำคัญคือคุณมีโอกาสหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล

 

สิ่งที่อยู่ในภาพย่อมสำคัญ

ดอกไม้คงเป็นแบบถ่ายภาพอันดับหนึ่งของทุกคน แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด ภายในสวนยังมีทั้งสิ่งปลูกสร้างและของประดับตกแต่ง ผักสวนครัว (ไม่ใช่แค่ตอนปลูก แต่คุณยังอาจถ่ายภาพผลผลิตที่เก็บมาได้ไว้ในมือ) และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่บังเอิญหลงเข้ามาหรือถูกคุณล่อให้เข้ามาในเฟรมได้สำเร็จ อย่างเช่นผีเสื้อโมนาร์คในรูปที่เก้า "ฉันปลูกดอกไม้ที่ผีเสื้อโมนาร์คชอบ" ซินดี้กล่าว "ตอนนั้นฉันกำลังถ่ายภาพอยู่ที่มุมอื่น แต่พอเห็นเจ้าตัวนั้นบินลงมาเกาะฉันก็รี่เข้าไปเก็บภาพมาทันที ส่วนมากแล้วฉันชอบไปที่แปลงดอกไม้ที่รู้ว่าเป็นตัวดึงดูดแมลงพร้อมกับกล้องและขาตั้งพร้อม แล้วก็รออยู่ตรงนั้น แต่ถ้าไม่มีตัวอะไรโผล่มา อย่างน้อยก็ต้องได้ภาพต้นไม้ใบหญ้า"

อย่าลืมว่าถึงอย่างไรก็ตาม สวนคือสถานที่ที่เชื้อเชิญให้คุณใช้ความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น คุณไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพดอกไม้ทุกชนิดด้วยมุมเดียวกันหมด ที่จริงแล้วคุณไม่ต้องถ่ายให้เห็นดอกไม้เต็มทั้งดอก หรือแม้แต่ทรวดทรงของดอกเลยด้วยซ้ำ ลองดูดอกไม้สีน้ำเงินในภาพที่หกเป็นตัวอย่าง เป้าหมายของซินดี้ในที่นี้เป็นผลสำเร็จ เธอต้องการแปลงโฉมดอกไม้ดอกนี้เพื่อเติมกรอบภาพให้เต็มไปด้วยสี เท็กซ์เจอร์ และความแปลกตา ในการถ่ายภาพที่หกนี้ ซินดี้เลือกถ่ายภาพดอกไม้จากด้านหลัง เธอเห็นด้วยว่าการใช้มุมมองที่ไม่ธรรมดานั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ในกรณีนี้มันเกิดขึ้นเพราะเธอพยายามหามุมถ่ายภาพและต้องดูทิศทางแสง "ฉันดูว่าแสงส่องเข้ามาจากทางใด ตกกระทบที่ตรงไหน ซึ่งกลายเป็นว่ามันนำฉันไปที่มุมด้านหลังของดอกไม้ดอกนี้ ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าแสงพาฉันไปพบกับช็อตภาพที่แตกต่างก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งดีใหญ่ ฉันชอบที่เส้นสายลวดลายดอกไม้เรืองแสงละมุนตา ถ้าถ่ายจากด้านหน้าคงไม่ได้เห็นแบบนี้"

ซินดี้กล่าวว่างานกราฟิกดีไซน์มีอิทธิพลอย่างมากต่อการถ่ายภาพในสวนของเธอ "ฉันมักใช้สายตามองหากราฟิกที่เด่นชัด สีสันที่จัดจ้าน และมักจะถ่ายภาพวัตถุส่วนใหญ่โดยลองทั้งรูปแบบแนวตั้งและแนวนอน ฉันคิดว่าเรื่องนั้นสำคัญมากพอกับการถ่ายฉากหนึ่งๆ จากมุมหลากหลายที่สุดเท่าที่จะทำได้"

การมองหามุมต่างๆ ไม่เพียงแต่นำไปสู่การค้นพบเท่านั้น แต่ยังช่วยลดปัญหาอีกด้วย "หลายครั้งฉันควบคุมพื้นหลังของภาพได้โดยก็แค่หาพื้นหลังที่รบกวนสายตาน้อยลง หรือไม่ก็ดึงพื้นหลังนั้นให้เข้ามารวมอยู่ในฉากด้วยเลย เพราะมันให้สีสันที่ล้อกับวัตถุหลักในภาพได้เป็นอย่างดี พอฉันใช้มุมภาพที่หลากหลาย ฉันก็สามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่ว่าจะให้พื้นหลังของภาพนั้นมีความสำคัญหรือไม่สำคัญแค่ไหน"

ซินดี้พบว่าไม่ว่าตัวเธอจะทำกิจกรรมใดในสวน โอกาสถ่ายภาพก็มักปรากฏให้เห็น "คนทำสวนส่วนมากมักบ่นเรื่องการกำจัดวัชพืช" เธอกล่าว "แต่มันเป็นงานที่ฉันโปรดปรานมากที่สุดอย่างหนึ่ง ทำให้ฉันได้เห็นสวนในระยะประชิด และได้สังเกตสิ่งที่ไม่เคยใช้เวลามองดูมาก่อนเลย เดี๋ยวนี้ถ้าฉันจะไปถอนหญ้าทีไรก็ต้องถือกล้องไปด้วยทุกครั้ง"

"โดยส่วนใหญ่แล้ว การถ่ายภาพสวนเป็นเรื่องของกระบวนการและสิ่งที่คุณประสบพบเจอระหว่างนั้น ซึ่งอาจเป็นครึ่งหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้ฉันชอบเลยทีเดียว คุณต้องชะลอตัวเองลงเพื่อชื่นชมสิ่งที่คุณมองเห็นและประสบการณ์ที่ได้สัมผัส"

 

อุปกรณ์ที่ใช้

ซินดี้ถ่ายภาพด้วยกล้อง D300 เลนส์ที่เธอมักหยิบใช้คือ AF-S VR Micro-NIKKOR 105mm f/2.8G IF-ED (คำว่า Micro เป็นตัวบ่งชี้ว่าเลนส์ถูกออกแบบมาเพื่อการถ่ายภาพโคลสอัพโดยเฉพาะ) และยังมีเลนส์ที่ชอบอีกสองรุ่น ได้แก่ AF-S DX Zoom-NIKKOR 18-70mm f/3.5-4.5G IF-ED กับ AF-S DX VR Zoom-NIKKOR 18-200mm f/3.5-5.6G IF-ED

ขาตั้งกล้องเป็นอุปกรณ์คู่กายเกือบตลอดเวลา "ฉันใช้มันประมาณ 75% ของทุกครั้ง—แต่กล้อง D300 ของฉันมีเพลทขาตั้งที่ถอดออกง่ายอยู่ด้านล่าง ฉันจึงสามารถขยับตัวได้รวดเร็วทันทีถ้าเห็นอะไรที่จะไม่อยู่รอให้ฉันเคลื่อนย้ายขาตั้งได้ทัน"

แม้เธอจะชอบถ่ายภาพในวันฟ้าครึ้มและในยามเช้าตรู่หรือบ่ายคล้อย แต่ถ้าวันใดแสงแดดแรงกล้า เธอก็ยังมีตัวกระจายแสง Lastolite Tri-Grip อยู่พร้อมมือ ซึ่งเธอจะถือมันไว้ระหว่างดวงอาทิตย์กับตัววัตถุเพื่อไม่ให้เกิดเงาและได้แสงที่ดูอิ่มตัวกว่า

ซินดี้เลือกที่จะปรับค่าความไวชัตเตอร์และ f/stop ด้วยตนเอง เพื่อที่จะเลือกควบคุมพื้นหลังหรือผึ้งที่โผบินไปมาได้อย่างเต็มที่ สำหรับภาพเปิดซึ่งเป็นภาพกว้างๆ เธอจะปรับเลนส์ไปที่ออโตโฟกัส แต่ถ้าเป็นภาพโคลสอัพเธอจะเลือกใช้แมนวลโฟกัส "ระยะชัดลึกที่แคบมากในการถ่ายภาพโคลสอัพทำให้ฉันต้องคอยระวังโฟกัสให้แม่นยำขึ้นด้วย ซึ่งฉันสามารถควบคุมมันได้ดีกว่าถ้าใช้แมนวลโฟกัส"

และไม่ว่าเธอจะเลือกใช้ระบบวัดแสงแบบใด เฉลี่ยทั้งภาพ แสงเฉพาะจุด หรือเน้นกลางภาพ เธอก็ต้องใช้โหมดถ่ายคร่อมในทุกช็อตเสมอ

 

บุคลิกลักษณะของสวน

บุคลิกลักษณะเฉพาะตัวของสวนประกอบด้วยหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ต้นไม้ที่เติบโตในนั้นเพียงอย่างเดียว คุณจะพบเห็นสวนบางประเภทได้เฉพาะในการเดินทางเท่านั้น และการเก็บภาพบุคลิกลักษณะของมันก็ถือเป็นเรื่องสำคัญในการแสดงให้เห็นความเฉพาะตัว

"สวนอังกฤษมักมีพืชพรรณเก่าแก่หลายชนิด" ซินดี้กล่าว "ต้นไม้จำพวกที่ปู่ย่าตายายปลูก และยังมีไม้ตัดแต่งทรง รูปปั้น แนวพุ่มที่ตัดเล็มเรียบร้อย ม้านั่ง สนามหญ้าที่ใช้ลูกกลิ้งบด ทุกอย่างดูมีการวางแผนอย่างดี เป็นทางการ เน้นดอกไม้หนาแน่นหลากสีสัน และไม้พุ่มเล่นระดับสูงต่ำ

“สวนญี่ปุ่นมีลักษณะเหมือนงานกราฟิก ใช้เส้นสายและเหลี่ยมมุมเฉียบคม คุณจะไม่เห็นดอกไม้เท่าใดนัก แต่จะมีพุ่มไม้อยู่มาก มีบ่อน้ำ และมักจะมีสิ่งปลูกสร้างหลายชิ้นด้วย อาจจะเป็นโคมไฟหินหรือแม้แต่สะพาน"

แน่นอนว่าคุณสามารถแต่งเติมลูกเล่นเฉพาะตัวลงไปในสวนแล้วถ่ายภาพเก็บไว้ได้ สำหรับซินดี้ หนึ่งในนั้นคือปูนซีเมนต์หล่อเป็นรูปใบไม้ที่คุณเห็นในภาพที่สี่

สิ่งที่ทำให้สวนของคุณมีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวคือต้นไม้ที่คุณเลือกปลูก เลือกตำแหน่ง และถ่ายภาพ สุดท้ายแล้วการถ่ายภาพสวนก็เหมือนการทำสวนอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือมันเป็นงานที่ไม่สิ้นสุด "โดยส่วนใหญ่แล้ว การถ่ายภาพสวนเป็นเรื่องของกระบวนการ" ซินดี้กล่าว "และสิ่งที่คุณประสบพบเจอระหว่างนั้น ซึ่งอาจเป็นครึ่งหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้ฉันชอบเลยทีเดียว คุณต้องชะลอตัวเองลงเพื่อชื่นชมสิ่งที่คุณมองเห็นและประสบการณ์ที่ได้สัมผัส"

 

5 เคล็ดลับดีๆ สำหรับการถ่ายภาพสวนของคุณ

เลือกภาพเปิด (มุมกว้าง) แล้วซูมเข้าไปสักหน่อย (ช็อตระยะปานกลาง) จากนั้นจึงค่อยตามด้วยภาพโคลสอัพหรือมาโคร

มองหาเส้นสายที่เด่นชัดและสีสันที่จัดจ้าน ทำให้ภาพถ่ายของคุณดูมีลักษณะกราฟิกมากขึ้นโดยทำให้ทั้งเฟรมมีอยู่แค่สีเดียวหรือเท็กซ์เจอร์เดียว

อย่าจำกัดตัวเองอยู่แค่รูปแบบเดียว คุณควรถ่ายให้ได้ทั้งภาพแนวตั้งและแนวนอน บางครั้งแค่คุณเปลี่ยนทิศทางกล้องก็ทำให้พื้นหลังที่ดูเกะกะสายตานั้นหายไปได้ หรืออาจทำให้คุณเห็นองค์ประกอบใหม่ที่ไม่ทันได้มองในตอนแรก

ช่วงเวลาเช้าตรู่และบ่ายคล้อยให้สภาพแสงที่ดีที่สุดในรอบวัน การถ่ายภาพในช่วงเวลานี้เป็นการจำกัดแสงแดดที่สว่างจ้าในตอนกลางวัน และท้องฟ้าครึ้มก็ให้แสงที่ฟุ้งกระจายตามธรรมชาติ

อย่าลืมว่าสวนเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากองค์ประกอบทั้งหมดรวมกัน คุณจึงไม่ควรถ่ายแต่ดอกไม้เพียงอย่างเดียว ลองหันมาถ่ายภาพพืชผักสวนครัว ต้นไม้ งานประดิษฐ์ด้วยมือ หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ดูบ้าง—สิ่งเหล่านี้ทำให้สวนของคุณมีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว

 

© Cindy Dyer