Nikon Imaging | Thailand | Asia Pacific

ไลบรารีแรงบันดาลใจ

สร้างสรรค์และตีพิมพ์หนังสือรวมภาพถ่ายของคุณเอง

หากคุณมีความฝันที่จะสร้างหนังสือรวมภาพถ่ายของตัวเอง ไม่ใช่แค่คุณคนเดียว ช่างภาพทุกคนต่างก็คิดฝันเช่นนี้อย่างน้อยสักครั้งเหมือนกัน ไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือโปรก็ตาม

แต่ในปัจจุบัน คุณไม่ต้องเก็บความฝันนั้นไว้กับตัวอีกต่อไป การสร้างสรรค์ ออกแบบ และตีพิมพ์หนังสือนั้นง่ายดาย แต่ไม่เพียงเท่านั้น คุณยังมีตัวเลือกอีกมากมายไม่ว่าจะอยากให้หนังสือออกมาดูเป็นอย่างไร อีกทั้งคุณยังสามารถตีพิมพ์แจกจ่ายในกลุ่มเพื่อนไม่กี่คน (หรือหลายคน) หรือจะเผยแพร่ออกสู่โลกกว้างก็ยังได้

ไม่เพียงเท่านั้น ประโยชน์จากการลงมือทำหนังสือยังมีมากกว่าแค่ความพึงพอใจที่ได้ถือผลงานรวมเล่มในมือของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่หนังสือเล่มนี้ยังจะทำให้คุณเป็นนักถ่ายภาพที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

โดยปกติมีอยู่สองวิธีด้วยกัน ได้แก่ จัดพิมพ์หนังสือที่สวยงามและเรียบง่ายโดยใช้อุปกรณ์เครื่องมือของร้านล้างอัดรูปหรือผู้ให้บริการออนไลน์ หรืออีกวิธีคือมุ่งจัดทำหนังสือที่ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น มีคุณภาพระดับวางจำหน่าย โดยใช้บริการของบริษัทออนไลน์อีกรูปแบบหนึ่ง

สำหรับวิธีแรก เพียงแค่คุณแวะไปที่ร้านล้างอัดรูปใกล้บ้านแล้วสอบถามการจัดทำหนังสือรวมภาพถ่าย ตัวเลือกของคุณน่าจะเป็นหนังสือความหนา 12 หรือ 24 หน้า ขนาด 8x10 หรือ 12x12 นิ้ว ซึ่งให้คุณจัดทำที่จุดบริการของร้านได้เลย โดยคุณต้องโหลดภาพ เรียงลำดับภาพตามที่จะให้ปรากฏ เลือกการจัดวางหน้า แล้วรอรับหนังสือที่พิมพ์สำเร็จกลับบ้านได้ทันที หรืออีกอย่างหนึ่ง คุณสามารถอัพโหลดภาพถ่ายไปยังเว็บไซต์ออนไลน์ เช่น Shutterfly หรือ Snapfish หรือที่เว็บไซต์ของร้านล้างอัดรูป แล้วควบคุมทุกอย่างจากคอมพิวเตอร์ของคุณเอง หากคุณอยากเก็บข้อมูลตัวเลือกต่างๆ ลองค้น Google คำว่า "photo books" แล้วใช้เวลาสำรวจดูบนอินเทอร์เน็ตสักครู่

นอกจากนี้ก็คือหนังสือ "คุณภาพระดับวางจำหน่าย" แต่เราจะกล่าวต่อไปในอีกไม่ช้า

 

ถ่ายทอดเรื่องราว

เราตัดสินใจพูดคุยเรื่องหนังสือรวมภาพถ่ายหลังจากสนทนากับ Layne Kennedy ได้ประมาณสองนาที Layne คือช่างภาพอาชีพที่ประสบความสำเร็จและมีผลงานตีพิมพ์ใน Sports Illustrated, Smithsonian และ National Geographic Traveler แต่ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเป็นหัวหน้ากลุ่มเวิร์คช็อปเดินถ่ายภาพกับ Nikon Mentor Series อีกด้วย เขาตีพิมพ์หนังสือออกมาแล้วหลายเล่ม และสอนเวิร์คช็อปที่ Minnesota Center of Photography เกี่ยวกับการจัดทำหนังสือรวมภาพถ่าย พอถึงจังหวะที่เขากล่าวถึงความพยายามจัดพิมพ์ผลงานฉบับล่าสุดด้วยตัวเอง นั่นคือหนังสือที่มีชื่อว่า 47 Degrees North: Grand Marais and Beyond เราก็รีบเปิดเครื่องบันทึกเสียงทันที

"มันเป็นเรื่องของแกรนด์ แมเรส์ เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของรัฐมินนิโซตา" Layne เล่า "หนังสือเล่มนี้เป็นการทดสอบเพื่อดูว่าการจัดพิมพ์ผลงานด้วยตนเองจะส่งผลอย่างไรบ้าง" Layne ผลิตหนังสือโดยใช้ Blurb บริการจัดพิมพ์ออนดีมานด์ซึ่งเขาได้รับการแนะนำจากช่างภาพอาชีพอีกคนหนึ่ง "ทุกอย่างออกมาดี ทั้งการให้ผลคุณภาพสี การควบคุมการจัดหน้าและข้อความ การเข้าเล่ม และผมก็สามารถสั่งพิมพ์เพิ่มได้ตามจำนวนที่ต้องการให้เพียงพอกับยอดขาย ผมเริ่มวางแผนทำหนังสือเล่มอื่นเพิ่มแล้ว"

การผลิตหนังสือดังกล่าวนี้เป็นการทำตามคำแนะนำที่เขาสอนในหลักสูตรที่ Minnesota Center และแม้ว่าหนังสือของ Layne จะมีคุณภาพระดับวางจำหน่าย แต่คำแนะนำของเขาก็ใช้ได้กับการจัดทำจำนวนน้อยๆ ที่คุณสามารถผลิตออนไลน์หรือที่ร้านล้างอัดรูปได้เช่นกัน

คำแนะนำดังกล่าวนี้เริ่มต้นจากธีม "ประโยชน์ของการมุ่งออกไปถ่ายภาพโดยยึดธีมเป็นหลัก คือเราจะไม่ไขว้เขวไปกับสิ่งอื่นที่เห็นที่ไม่เข้ากันกับธีมนั้นๆ" Layne กล่าว เขาพบว่าข้อปฏิบัติที่ยากที่สุดสำหรับผู้เริ่มถ่ายภาพคือการจำกัดสิ่งที่ทำให้ไขว้เขว "คนส่วนใหญ่มักจะถ่ายสะเปะสะปะ 'โอ๊ะ อันนี้สวย' แล้วก็แชะ ถ่ายภาพ แต่เมื่อใดที่คุณลงมือทำตามธีมหนังสือ คุณจะต้องสร้างเรื่องราว และการสร้างเรื่องราวนี้เองที่จะทำให้คุณเป็นช่างภาพที่เก่งขึ้นได้ เพราะจะเป็นการบังคับให้คุณมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่ปกติไม่เคยเหลียวแล ฉับพลันนั้นเองที่คุณจะเริ่มมองเห็น และเมื่อนั้นเองที่คุณจะเริ่มถ่ายทอดเรื่องราว"

ตรงนี้เองที่เป็นใจความสำคัญ นั่นคือ หนังสือรวมภาพของคุณมีหนึ่งเรื่องราว ไม่ใช่มีแต่ภาพสวยๆ ที่จับมารวมกัน

"มีคำกล่าวหนึ่งที่ผมหยิบยกมาใช้ในเวิร์คช็อป" Layne กล่าว "เป็นคำพูดของ Robert Gilka ซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการภาพถ่ายของ National Geographic เมื่อนานมาแล้ว มีคนถามเขาเกี่ยวกับคุณภาพของภาพถ่ายใน Geographic เขาตอบว่า 'ว่ากันตามตรง คือ ช่างภาพของผมมีสิ่งที่จะบอก' บ่อยครั้งที่ผู้คนเห็นฉากสวยๆ จึงถ่ายภาพ แต่พวกเขาไม่เคยไปถึงก้าวต่อไป นั่นคือ อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดให้พวกเขาไปยังที่แห่งนั้น ถ้าพวกเขาระบุได้ และถ่ายภาพนิยามนั้นไว้ได้ นั่นล่ะคือสิ่งที่พวกเขาบอกในภาพถ่าย และเมื่อคุณตั้งมั่นอยู่ภายในธีมหนังสือของคุณ สิ่งที่คุณจะถามตัวเองก็คือ ‘อะไรคือสิ่งที่ฉันอยากบอกตรงนี้?' นั่นล่ะ คุณค่าของการทำโครงการหนังสือที่มีธีม มันช่วยให้คุณระบุได้ว่าคุณต้องการบอกอะไร และเมื่อคุณทำเช่นนั้น คุณก็จะถ่ายภาพได้ดีขึ้น"

 

ธีม

แล้วธีมของคุณคืออะไร? แน่นอนว่ามันเป็นได้ทุกอย่าง อาจจะเป็นอะไรที่คุณคุ้นเคยดี หรือไม่ก็อาจจะเป็นอะไรที่คุณเพิ่งค้นพบเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลในรอบปี รถโบราณ ชุมทางรถไฟ สวนที่ตัดแต่งอย่างประณีต ประวัติความเป็นมาของบ้านเกิด ทริปพักร้อน หิมะตก หรือการจบการศึกษา "ผมชอบการหลุดออกจากกรอบ" Layne กล่าว "เลือกถ่ายภาพหัวข้อที่คุณอาจจะสนใจ แต่ไม่เคยลงมือถ่ายภาพมาก่อนเลย"

เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องหลีกเลี่ยงกับดักที่ใหญ่ที่สุด นั่นคือ ความซ้ำซาก "คุณอาจไปงานออกร้าน ถ่ายภาพเครื่องเล่นยามค่ำคืน มีภาพหนึ่งที่แสงสีดูสวยงามน่าทึ่ง ส่วนในเฟรมอื่นๆ ก็มีอะไรแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่คุณใช้ได้แค่ภาพเดียว" นั่นคือสิ่งที่ยาก และนั่นคือคุณค่าหลักประการหนึ่งของโครงการหนังสือ นั่นคือ คุณต้องเรียนรู้วิธีปรับแต่ง วิธีคัดเลือก วิธีตัดสินผลงานของคุณอย่างมั่นคงและมีวิจารณญาณ คุณจะเรียนรู้ว่าคุณต้องมีจุดเริ่มต้น จุดกึ่งกลาง และจุดจบ ภาพนี้จะเข้ากับธีมได้อย่างไร ภาพนี้จะช่วยเดินหน้าเรื่องราวได้อย่างไร ภาพใดที่จะเก็บไว้ และภาพใดที่จะถูกคัดออก โดยนิยามแล้ว หนังสือคือสิ่งที่ผ่านการแก้ไข

ความสำเร็จของหนังสือจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของภาพ เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับจังหวะด้วย กล่าวคือความลื่นไหลจากภาพหนึ่งไปสู่อีกภาพหนึ่ง "เมื่อใดที่ผมทำหนังสือ ผมทำมันเพื่อตัวเอง" Layne กล่าว "แต่ทุกครั้งผมก็จะตระหนักและสนใจด้วยว่าคนอื่นๆ จะมองหนังสือเล่มนั้นอย่างไร คุณจะเรียงภาพทิวทัศน์ ทิวทัศน์ ทิวทัศน์ แล้วเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่งเรียงกันอีกสามภาพไม่ได้ คุณต้องร้อยเรียงทัศนวิสัยให้คนดูก้าวเข้ามาและออกไป เพื่อที่พวกเขาจะรู้สึกถึงพื้นผิวและคอนทราสต์ พร้อมทั้งเกาะกุมความสนใจของพวกเขาเอาไว้"

เขากล่าวว่าการร้อยเรียงนี้จะประกอบขึ้นมาจากภาพสามประเภท ได้แก่ ภาพองค์ประกอบรวม ภาพระยะใกล้ระดับกลาง และภาพระยะใกล้ ให้สร้างฉากขึ้นมาก่อน ขยับเข้าไปเพื่อเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงนั้นชัดขึ้น แล้วเจาะที่รายละเอียด "ผมถ่ายภาพองค์ประกอบรวมเพื่อให้ได้สัมผัสของสถานที่ ภาพระยะกลางที่เผยให้เห็นมากขึ้น จากนั้นจึงเน้นรายละเอียดที่แสดงให้เห็นสิ่งที่คนเดินผ่านไปมาอาจพลาดไปได้ ภาพสามประเภทนี้รวมกันเป็นหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจ"

แน่นอนว่าต้องมีอะไรมากกว่านี้ สีสันในภาพถ่ายของคุณมีหน้าที่อย่างไรในขณะที่ผู้ชมเปิดจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่ง ภาพโทนสีฟ้าสามภาพเรียงต่อกันอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ ขึ้นอยู่กับเรื่องราวที่คุณจะถ่ายทอด

แล้วขนาดล่ะ มีภาพใดหรือไม่ที่ Layne เรียกว่าเป็นภาพที่มีเพลงของตัวเองและสมควรถูกวางบนหน้าคู่ ขอให้คิดถึงหนังสือเอาไว้ในใจขณะถ่ายภาพ คุณจะรู้เองว่าภาพใดที่มีรายละเอียดมากและต้องจัดวางขนาดใหญ่ ภาพใดที่มีวัตถุหนึ่งเดียวสีสันเตะตาและสามารถวางให้เล็กได้โดยยังดูเด่นชัด

ขอให้ดูหนังสือเล่มอื่นด้วย คุณจะได้เห็นว่ามีตัวเลือกอะไรบ้างสำหรับนำมาใช้ในเรื่องราวได้ Layne แนะนำให้เปิดดูหนังสือที่แสดงอยู่บนเว็บไซต์ของ Blurb "คุณเปิดดูหนังสือที่มีออนไลน์อยู่ทั้งเล่มได้ ลองเปิดไปทีละหน้า ศึกษาว่าคนอื่นทำอย่างไร คุณจะเห็นว่าหนังสือมีความลื่นไหลจากภาพหนึ่งไปสู่อีกภาพหนึ่งอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้จากการดู"

และหากคุณสะดวกก็ขอให้แชร์ "ผมขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้ทุกคนแชร์หนังสือกับคนอื่นๆ ก่อนที่จะจัดพิมพ์ วานให้คนที่คุณเชื่อถือและไว้ใจในความคิดเห็นลองเปิดดู บางทีพวกเขาอาจจะมีคำถามบ้าง เช่น ทำไมคุณวางภาพนั้นเป็นภาพแรก ทำไมคุณวางสองภาพนั้นไว้ในหน้าเดียวกัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะมีคนตั้งคำถามให้คุณอธิบายเหตุและผล ให้คุณเรียบเรียงความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดว่าทำไมคุณจึงทำเช่นนั้น"

และสุดท้าย การจัดพิมพ์หนังสือออกมาไม่ได้แปลว่าการเรียนรู้ได้สิ้นสุดลงแล้ว "สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือเมื่อคุณจัดพิมพ์หนังสือออกมาแล้ว มันจะยังสอนคุณต่อไป" Layne กล่าว "คุณจะหยิบมันขึ้นมาอีกเรื่อยๆ แล้วจะเห็นว่าสิ่งใดที่คุณทำลงไปแล้วดี และสิ่งใดที่คุณอยากปรับปรุงแก้ไข คุณจะหวนกลับมาและประเมินผลงานของคุณซ้ำอีก เพราะมันเป็นเครื่องมือสอนตัวเอง"

Layne กล่าวว่าเขายินดีเดิมพัน ขอแค่คุณได้รวบรวมผลงานเป็นหนังสือสักเล่ม โดยใส่ใจทำตั้งแต่สร้างธีม จัดวางหน้า จนถึงตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม ไม่ว่าจะหนาแค่ 12 หน้าหรือเป็นผลงานชิ้นใหญ่กว่านั้น คุณก็จะกลายเป็นช่างภาพที่เก่งขึ้นกว่าตอนแรกที่เริ่มต้นลงมือทำอย่างแน่นอน

เดิมพันนี้ไม่มีทางแพ้เลย

© Layne Kennedy